การใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ

เราสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการใช้สิทธิ์ที่พึงมีตามกฎหมายอย่างเต็มที่ในการที่จะระงับการคุ้มครองสิทธิบัตรชั่วคราว หากพบว่าสิทธิบัตรนั้นคุกคามการเข้าถึงยา

ความเป็นมา

เมื่อได้รับสิทธิบัตร ยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะทำให้มีการเข้าถึงยาได้มากขึ้นคือการนำมาตรการการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐมาใช้ ดูคำอธิบายด้านล่าง

ตามความตกลงทริปส์ สิทธิบัตรคือสิ่งที่ที่รัฐมอบให้เพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ประดิษฐ์คิดค้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลสงวนสิทธที่จะระงับสิทธิการป้องกันด้านสิทธิบัตรได้เมื่อจำเป็น รัฐบาลสามารถให้ตัวเอง หรือ บุคคลที่สาม สามารถผลิตยาชื่อสามาญได้เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน กระบวนการนี้เรียกว่ามาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร โดยจะมีการดำเนินการต่อรองเพื่อให้มีการจ่ายค่าตอบแทนระหว่างเจ้าของสิทธิบัตรและรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่เป็นเหตุฉุกเฉินและรัฐบาลต้องการใช้มาตรการดังกล่าวในรูปแบบที่ไม่แสวงหากำไรว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีการเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรทั้งก่อนการเจรจา หรือไม่จำเป็นต้องทำข้อตกลงกับเจ้าของสิทธิบัตร

“การใช้สิทธิโดยรัฐ” จากกรณีการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิข้างต้นเมื่อรัฐบาลต้องการที่จะให้สิทธิแก่บุคคลที่สามในการผลิตยาที่มีสิทธิบัตรตามความต้องการที่รัฐประกาศ เช่น การจัดหายาให้กับโรงพยาบาลของรัฐโดยผ่านรูปแบบโครงการต่างๆ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยามักสื่อสารสร้างความเข้าใจผิดในกรณีของการบังคับใช้สิทธิ์ตามสิทธิบัตรว่าทำเฉพาะกรณี ”ฉุกเฉิน” เท่านั้น ซึ่งไม่จริง เนื่องจากตามความข้อตกลงทริปส์ไม่ได้จำกัดขอบเขตของการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐไว้ รัฐอาจจะใช้มาตราการบังคับใช้สิทธิในกรณีที่มีการกีดกันการแข่งขัน (ต้องการผูกขาด) และการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือเพื่อเป็นทำให้เห็นว่ามีการกำหนดราคายาที่สูงมากเกินไป

มาตรการใช้สิทธิ์ตามสิทธิบัตรเป็นยุทธาสตร์ของการทำงานอย่างหนึ่ง เพื่อมุ่งไปสู่การลดราคายาที่ติดสิทธิบัตร และได้ถูกนำไปใช้กับยาต้านไวรัสเอชไอวีหลายตัวจนประสบความสำเร็จ หลังจากมีความตกลงทริปส์มีผลบังคับใช้ ในขณะที่การระบาดของเอชไอวีก็ยังคมมีอยู่ ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศประสบความสำเร็จในการใช้ยุทธศาสตร์นี้ในการลดราคายาต้านไวรัสฯและยาตัวอื่นๆด้วย

ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ์ตามสิทธิบัตรที่ประสบผลที่สุดประเทศหนึ่งระหว่าง พ.ศ 2548 และ 2549 รัฐบาลไทยได้ใช้สิทธิกับยาหลายตัวที่ครอบคลุมยาต้านไวรัสฯ 2 ชนิด คือยาเอฟฟาไวเร็นซ์ หรือมีชื่อการค้าว่าสต๊อกคลินของบริษัทเมิร์ก และยาสูตรผสมโลพินาเวียร์ร่วมกับริโทนาเวียร์ หรือในชื่อการค้าว่าคาเล็ตตร้าของบริษัทแอ็บบ็อต การใช้สิทธิดังกล่าวส่งผลให้มีการลดราคายาทั้ง 2 ชนิดลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเร็วๆนี้ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 สำนักสิทธิบัตรของเอลกวาดอร์ได้ประกาศใช้มาตรการใช้สิทธิ์ฯ ครั้งแรกกับยาต้านไวรัสสูตรผสมโลพินาเวียร์ร่วมกับริโทนาเวียร์ การประกาศดังกล่าวนำไปสู่การทำให้ราคายาลดลง

 

สิ่งที่เราทำ

เราติดตามและคัดค้านการเจรจาการความตกลงการค้าที่จะส่งผลให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาคุกคามระบบสาธารณสุข