ประเทศไทย

ในประเทศไทยประมาณการณ์ว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีกว่า 500,000 คน ในจำนวนนี้มีกว่า 300,000 คน ที่เข้าถึงการรักษาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จ่ายโดยรัฐบาล

ปัญหา

ในประเทศไทยการเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีในสูตรยาพื้นฐานยังมีความจำกัด ในขณะที่ความต้องการยาตัวใหม่มีเพิ่มมากขึ้น สูตรยาสำรองหลายตัวยังไม่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจากยายังมีราคาแพง
ข้อตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ เช่นเอฟทีเอระหว่างไทย กับสหภาพยุโรป และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคหรือTPP มีข้อเรียกร้องในการเจรจาที่รวมไปถึงมาตรการที่เข้มงวดขึ้นในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไปเพิ่มอำนาจให้กับบริษัทยาทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน หรือเปิดโอกาสให้มีการผูกขาดมากขึ้น ทำให้ยายังคงมีราคาแพง แล่ะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน

 

ความเป็นมา

ผลจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องของภาคประชาสังคมในประเทศมาหลายปีจนกระทั่งในปีพ.ศ. 2548 จึงมีการบรรจุยาต้านไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหลังจากการขับเคลื่อนมาอย่างยาวนาน
ในปี พ.ศ . 2549 และ 2550 รัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับยาต้านไวรัสเอชไอวี 2 ตัว ด้วยมาตรการนี้ทำให้ประเทศไทยสามารถนำเข้ายาชื่อสามัญที่มีราคายาถูกจากประเทศอินเดียเพื่อนำมาใช้ในประเทศได้ ผลจากการมียาราคาที่ถูกลงทำให้คนเข้าถึงยาได้มากขึ้น ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีจำนวนลดน้อยลงอย่างชัดเจน
องค์การเภสัชกรรม ถือเป็นหน่วยงานหลักที่จัดหายาต้านไวรัสฯ ทีมีต้นทุนต่ำให้กับประเทศ ทั้งจากการผลิตเอง หรือการนำเข้า องค์การเภสัชกรรมของไทยสามารถผลิตยาต้านไวรัสฯที่มียา3ชนิดที่หมดอายุสิทธิบัตรในประเทศแล้ว โดยมีการผลิตในรูปแบบยารวมเม็ดได้ ในปี พ.ศ. 2546 และปัจจุบันนี้ได้มีการขยายการผลิตยาในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น ถือได้ว่าองค์การเภสัชกรรมเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านการเข้าถึงยาของประเทศที่สำคัญ ด้วยการผลิตยาราคาถูกและส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น

มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เป็นหนึ่งในภาคประชาสังคม ที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกคู่มือการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรยา โดยคู่มือนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและสะกัดการให้สิทธิแก่สิทธิบัตรที่ไม่สมควรจะได้รับ หรือสิทธิบัตรที่เรียกว่า “สิทธิบัตรไม่มีวันตาย” (Evergreening patent) ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการกีดกันการผลิตและจำหน่ายยาชื่อสามัญ คู่มือนี้ถูกลงนามร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกส่วนและเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2556