ประเทศยูเครน

ยูเครนมีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประมาณ 250,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 61,000 คนเท่านั้น ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ตามโครงการการรักษาแห่งชาติ และคาดว่าในปีพ.ศ 2561 จะมีคนเข้าสู่การรักษามากกว่า 118,000 คน

ปัญหา

ในประเทศยูเครน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษามีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่ต้องการรักษา ปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การรักษาด้านเอชไอวีไม่สามารถทำได้ครอบคลุม เนื่องจากราคายาต้านไวรัสฯที่ติดสิทธิบัตรยังมีราคาแพง ประกอบกับปัญหาวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ค่าเงินตกต่ำส่งผลอย่างร้ายแรงต่อการเข้าถึงการรักษาในประเทศ

ความเป็นมา

ประเทศยูเครน มีความเจริญเติบโตในด้านอุตสาหกรรมยาในประเทศ แต่กลับไม่มียาต้านไวรัสฯที่ผลิตโดยผู้ผลิตท้องถิ่นเลย เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้สภาความมั่นคงแห่งชาติได้จัดทำข้อตกลงด้านการเข้าถึงยาและตั้งคณะทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยาขึ้นในปี พ.ศ.2555 ผลจากข้อตกลงนี้ทำให้ยูเครนได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับยาหลายตัวในเดือนธันวาคมในปีพ.ศ.2556 แม้ว่าการประกาศใช้สิทธิดังกล่าวจะเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของยูเครน แต่ก็พบว่ายังมีกฏะเบียบต่างๆที่ยังมีความไม่ชัดเจนและเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยา ดังนั้นทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ยูเครนร่วมกับพันธมิตรได้ร่วมมือกันทำงานเพื่อพัฒนาให้กฏระเบียบเหล่านั้นให้ดีขึ้น
เนื่องจากประเทศยูเครนมีนโยบายสร้างความร่วมร่วมมือกับสหภาพยุโรป จนได้มีข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2557 ซึ่งในข้อตกลงนี้ กำหนดให้มีข้อตกลงด้านสาธารณสุขที่เกินไปกว่าข้อตกลงทริสป์หรือทริปส์พลัส ซึ่งส่งผลต่อการคุ้มครองสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดขึ้น และส่งผลต่อการจำกัดการผลิตยาชื่อสามัญในประเทศ
ปัจจุบันรัฐบาลยูเครนอยู่ระหว่างกระบวนการทบทวนกฎหมายในประเทศให้เป็นไปตามข้อตกลงนี้รวมทั้งการพิจารณานำกฏหมายของยุโรปมาใช้ร่วมกับกฏหมายในประเทศด้วย

ในปี พ.ศ. 2558 ได้มีความพยายามที่จะผลักดันให้มีการเพิ่มเรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data exclusivity) โดย นักล๊อบบี้หลายกลุ่มในยูเครน ทั้งที่เป็นสิ่งที่เกินไปกว่าข้อตกลงทริปส์ที่กำหนดไว้
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯได้เรียกร้องต่อรัฐสภาว่าต้องไม่แก้ไขตามข้อเสนอดังกล่าวจนที่สุดข้อเสนอนี้ก็ตกไป นอกจากนี้เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯยังได้กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เห็นถึงผลกระทบของระบบสิทธิบัตรที่ส่งผลให้ราคายาเพิ่มขึ้น และไปลดการเข้าถึงยาที่จำเป็นของประชาชนลง เครือข่ายฯได้มีการจัดประชุมหลายครั้งเพื่อสร้างความตระหนักต่อผลกระทบของระบบการจดสิทธิบัตรที่มีต่อระบบสุขภาพของประเทศ เพื่อให้ตัวแทนจากภาคประชาสังคม เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข สำนักงานสิทธิบัตร และ ผู้ผลิตยาชื่อสามัญได้เข้ามารับรู้