โศกนาฏกรรมที่ยังหลีกเลี่ยงได้: มุมมองจากบราซิลต่อเอฟทีเอ อียู-เมร์โกซูร์

การลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างกลุ่มประเทศเมร์โกซูร์และสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 หมายถึงหนึ่งในการเจรจาทางการค้าที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ปิดฉากลงแล้วจริงหรือไม่?

แถลงการณ์โดยเครือข่ายเพื่อการรวมตัวภาคประชาชนของบราซิล (Brazilian Network for the Intergration of People (REBRIP))

สำหรับเครือข่ายเพื่อการรวมตัวภาคประชาชนบราซิล (REBRIP) ซึ่งติดตามการเจรจาอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษ และเตือนสาธารณะถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อบราซิลและประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศเมร์โกซูร์*  ข้อตกลงนี้เป็นอันตรายต่ออธิปไตยของประเทศ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ REBRIP จึงเชิญชวนภาคประชาสังคมให้ออกมาต่อต้านการให้สัตยาบันในแต่ละประเทศ

คาดว่าเอฟทีเอฉบับนี้จะช่วยขยายผลประโยชน์ของบรรษัทสัญชาติอียู ในขณะที่สองประเทศซึ่งเป็นคู่เจรจาหลักจากกลุ่มประเทศเมร์โกซูร์ อันได้แก่บราซิลและอาร์เจนตินา กำลังประสบภาวะอ่อนแอทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างหนัก อันสะท้อนอยู่ในรัฐบาลที่เป็นเผด็จการเสรีนิยมใหม่ จึงมีแนวโน้มสยบยอมต่อผลประโยชน์ของอียู

ทั้งนี้ เป็นไปตามคาดการณ์ของภาคประชาสังคมว่า ช่วงสุดท้ายของการเจรจาเอฟทีเอนี้ดำเนินไปอย่างขาดความโปร่งใสและการอภิปรายทางการเมือง กีดกันการตรวจสอบโดยประชาสังคมและประชาชนผู้จะได้รับผลกระทบโดยตรง และเนื่องจากรายละเอียดของเนื้อหาเอฟทีเอฉบับสมบูรณ์ก็ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เราจึงไม่สามารถทราบได้ว่ากลุ่มประเทศเมร์โกซูร์ยอมแลกอะไรไปบ้างในการเจรจาต่อรองที่ผ่านมา  ขณะเดียวกันประเด็นหลักที่น่ากังวลว่าจะเป็นปัญหาได้แก่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบราซิล การสาธารณสุข (โดยเฉพาะการกีดกันการเข้าถึงยาชื่อสามัญในราคาที่เป็นธรรม) ทรัพยากรน้ำ การศึกษา เศรษฐกิจดิจิตัล และความมั่นคงภายในประเทศ

เครือข่าย REBRIP เริ่มติดตามการเจรจาเอฟทีเอนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1999 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราพยายามให้ข้อมูล หลักฐาน และเหตุผล ซึ่งบ่อยครั้งสวนทางกับข้อเรียกร้องของอียู เพื่อให้สาธารณะเข้าใจถึงผลกระทบจากเอฟทีเอที่อาจเกิดต่อประชาชนในประเทศกลุ่มเมร์โกซูร์ แต่หลังจากทัดทานมาได้สองทศวรรษ รัฐบาลของเราก็ยอมจำนน  ขณะนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจะออกมาร่วมกันขัดขวางขั้นตอนการให้สัตยาบันของรัฐบาลประเทศต่างๆ

* ประเทศในกลุ่มเมร์โกซูร์ประกอบด้วย ภาคีสมาชิกได้แก่: อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย รวมถึง เวเนซุเอลา [ถูกระงับสมาชิกภาพตั้งแต่ ธ.ค. 2017] และโบลิเวีย [เริ่มกระบวนการภาคยานุวัติตั้งแต่ ก.ค. 2015] และสมาชิกสมทบได้แก่: ชิลี โคลอมเบีย เอควาดอร์ กายอานา เปรู ซูรินาม

แถลงการณ์จุดยืนเครือข่ายเพื่อการรวมตัวภาคประชาชนบราซิล (REBRIP)”

เอฟทีเอระหว่างอียูเมร์โกซูร์: โศกนาฏกรรมที่ยังหลีกเลี่ยงได้

การลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างกลุ่มประเทศเมร์โกซูร์และสหภาพยุโรปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นอันตรายต่อบราซิลและประเทศสมาชิกกลุ่มเมร์โกซูร์อื่นๆ ทั้งในด้านอธิปไตยของประเทศ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

ประการแรก ในบริบทของบราซิล จำเป็นต้องเข้าใจว่าข้อตกลงการค้าเสรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพยายามรัฐประหารเชิงสถาบัน (institutional coup) ที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศ เนื่องจากเอฟทีเอนี้จะทำให้สินค้าและบริการของบรรษัทข้ามชาติจากยุโรปถูกผลักให้ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศในกลุ่มเมร์โกซูร์ สิ่งนี้เกิดขึ้นควบคู่กับคลื่นของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจบราซิลที่เริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ. 2016 และเป็นแรงจูงใจหลักอันหนึ่งของการรัฐประหารเชิงสถาบัน

ประการที่สอง บริบทรายรอบการบรรลุข้อตกลงนี้ เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ เพราะในด้านหนึ่ง สหภาพยุโรปซึ่งอยู่ในสภาพวิกฤตตั้งแต่ ค.ศ. 2008 มองว่าการขยายประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติสัญชาติยุโรปไปยังภูมิภาคเมร์โกซูร์และภูมิภาคอื่นๆ เป็นหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่กำลังสาหัสอยู่ในภูมิภาคของตน พร้อมกับที่อียูพบว่าตัวเองกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประเทศบราซิลและอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีบทบาทหลักในการเจรจาของกลุ่มประเทศเมร์โกซูร์ ก็อยู่ในภาวะอ่อนแอทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างหนักอันสะท้อนในรัฐบาลที่เป็นเผด็จการเสรีนิยมใหม่ จึงมีแนวโน้มสยบยอมในการต่อรองผลประโยชน์กับประเทศที่เหนือกว่า

ภายใต้สภาพดังกล่าว แรงจูงใจหลักที่ทำให้กลุ่มประเทศเมร์โกซูร์ลงนามในเอฟทีเอนี้ คือความคาดหวังถึงผลประโยชน์ต่อภาคธุรกิจการเกษตร จุดยืนนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของกลุ่มรูราลิสต์ [Ruralist—กลุ่มนายทุนเจ้าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ในภูมิภาคอเมริกาใต้] ซึ่งเป็นฐานการเมืองสำคัญของรัฐบาลบราซิลและอาร์เจนตินา และเป็นพลังที่อยู่เบื้องหลังการรื้อทำลายนโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค อันเห็นได้จากใบอนุญาติสารเคมีการเกษตรที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากอย่างฉับพลัน และการถอนรากวาระของชนพื้นเมืองและชุมชนดั้งเดิมในบราซิล หนึ่งในผลที่เกิดขึ้นคือการเปิดตลาดส่งออกสำหรับธุรกิจการเกษตรด้วยต้นทุนราคาแพงของสังคมและชีวิตผู้คน ซึ่งมูลค่าการส่งออกของธุรกิจเกษตรที่เมร์โกซูร์หวังว่าจะได้เพิ่มขึ้นนี้ แลกกับการลดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากสหภาพยุโรป และในแง่นี้เองเป็นการเอื้อให้เกิดภาวะการสลายภาคอุตสาหกรรม (de-industrialization) ในประเทศกลุ่มเมร์โกซูร์

ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสลายภาคอุตสาหกรรมที่รัฐบาลบราซิลได้ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ การขาย(แปรรูปบางส่วน) Embraer ซึ่งเป็นบริษัทการบินแห่งชาติบราซิล, การให้สัมปทานแหล่งปิโตรเลียมใต้ชั้นหินเกลือ (pre-salt) แก่บริษัทพลังงานต่างชาติ, และการบ่อนเซาะ(ลดบทบาทและเสถียรภาพ) ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งชาติบราซิล (BNDES)  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงถึงแนวทางที่ละทิ้งวิสัยทัศน์การพัฒนาระดับประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อเอื้ออำนวยผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่

ทั้งนี้ เป็นไปตามคาดการณ์ว่าช่วงสุดท้ายของการเจรจาเอฟทีเอนี้ดำเนินไปอย่างขาดความโปร่งใสและการอภิปรายทางการเมือง กีดกันการตรวจสอบโดยประชาสังคมและประชาชนผู้จะได้รับผลกระทบโดยตรง และเนื่องจากรายละเอียดของเนื้อหาเอฟทีเอฉบับสมบูรณ์ก็ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เราจึงไม่สามารถทราบได้ว่ากลุ่มเมร์โกซูร์ยอมแลกอะไรไปบ้างในการเจรจาต่อรองที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตาม เราสามารถคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในบางด้านที่สำคัญ เช่น ผลกระทบต่อการให้บริการสาธารณะ เช่น การจัดสรรทรัพยากรน้ำ การศึกษา และบริการสาธารณะสุข, การเปิดกว้างด้านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ หมายถึงการจำกัดการใช้อำนาจในการซื้อของภาครัฐเพื่อส่งเสริมนโยบายสาธารณะ, การบังคับใช้มาตรการชายแดนบางอย่างอาจเป็นอุปสรรคต่อการกระจายยาชื่อสามัญ, ปัญหาจากความไม่เท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจดิจิตัลระหว่างสองภูมิภาค, และผลกระทบต่อนโยบายความมั่นคงภายในประเทศ

เครือข่ายเพื่อการรวมตัวภาคประชาชนบราซิล (REBRIP) เริ่มติดตามการเจรจาเอฟทีเอนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1999 และประณามหลุมพรางของรูปแบบ “การค้าเสรี” ที่เอฟทีเอนี้พยายามโฆษณาชวนเชื่อ  ในหลายโอกาส เราได้ให้ข้อมูลเชิงเทคนิคแก่ผู้แทนคณะเจรจา [บราซิล] เพื่อหนุนเสริมจุดยืนบางอย่างที่อาจสวนทางกับข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน เราก็เชื่อมต่อกับขบวนการภาคประชาสังคมในภูมิภาคที่เคลื่อนไหวต่อต้านข้อตกลงนี้เช่นกัน แต่หลังจากทัดทานมาได้หลายปี รัฐบาลประเทศกลุ่มเมร์โกซูร์ก็ยอมจำนน  ขณะนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในภูมิภาคจะออกมาร่วมมือกันขัดขวางขั้นตอนการให้สัตยาบันระดับชาติซึ่งต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาของแต่ละประเทศ