เอฟทีเอ ว็อทช์ จี้กระทรวงพาณิชย์เปิดเผย-ทบทวนข้อมูลก่อนเสนอตัวเข้าร่วมทีพีพี

วันที่ 31 พ.ค.59 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) และภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องผลกระทบจากการเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้หารือร่วมกับนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ณ ห้องรับรองชั้น 11 สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้

  1. ขอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลงานศึกษาตัวเลขอย่างครบถ้วน ทั้งผลได้และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมและแวดวงวิชาการได้ร่วมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
  2. จัดเวทีวิชาการดีเบตข้อมูลเหล่านั้น ทั้งที่คาดว่าการเข้า TPP จะสร้างผลบวกกับประเทศไทย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และให้ช่วยกันพิจารณาว่า ยังขาดข้อมูลอะไรที่มีความจำเป็นต่อการตัดสินใจเข้าหรือไม่เข้า TPP อีกบ้าง
  3. จะต้องมีการชี้แจงในระดับนโยบาย หากประเทศไทยเข้า TPP ซึ่งจำต้องยอมรับการผูดขาดตลาดยาเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 1-10 ปี ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า จะต้องเตรียมงบประมาณตั้งแต่ 2,835 – 288,266 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทยที่ดูแลประชากรถึง 48 ล้านคนและระบบสาธารณสุขของประเทศ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเตรียมการรองรับอย่างไร สามารถเยียวยาได้หรือไม่ เมื่อเทียบกับงานศึกษาของสถาบันปัญญาภิวัฒน์ที่กระทรวงพาณิชย์จัดจ้างศึกษาว่า การเข้า TPP จะทำให้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้น 0.77% เท่านั้น
  4. มีการศึกษาและทำความเข้าใจถึงผลกระทบจากการคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (ISDS) อย่างไรบ้าง เพราะตอนนี้มีแนวโน้มจะเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะนัยยะต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐ เช่น การไม่ต่อใบอนุญาตทำเหมืองทองด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข การออกกฎระเบียบคุ้มครองผู้บริโภค จะนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและล้มนโยบายเหล่านี้ต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศหรือไม่อย่างไร และการที่ TPP บังคับให้ไทยเป็นภาคี ICSID ที่คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่รัฐไทยไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาในระบบยุติธรรมของไทยได้ จะส่งผลเสียหายมากน้อยเพียงใด ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องมีการทำประเมินผลกระทบด้านกฎหมายและนโยบาย (Regulatory Impact Assessment) ดังที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแนะนำไว้
  5. ผู้กำหนดนโยบายไม่พึงใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งในการตัดสินใจเรื่องที่มีผลผูกพันกับประชาชนคนไทยชั่วลูกชั่วหลานแต่ต้องตัดสินใจด้วยเหตุและผลบนข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง สมดุล ดังนั้น เมื่อดำเนินการดังข้อ 1-3 ก่อนแล้ว จึงนำข้อมูลทั้งหมดเข้าพิจารณาในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือคณะรัฐมนตรี ว่า ประเทศไทยควรไปขอเข้าร่วมเจรจา TPP หรือไม่
  6. ในระหว่างนี้ให้หยุดกระบวนการแก้กฎหมาย ประกาศและระเบียบต่างๆ ตามคำเรียกร้องของชาติ มหาอำนาจต่างๆ ทั้งที่ยังไม่ได้มีการเจรจา อาทิ พรบ.สิทธิบัตร, พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่, พรบ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ,ประกาศควบคุมการนำเข้าเนื้อจากประเทศที่มีความเสี่ยงโรควัวบ้า, การเปิดตลาดเนื้อสุกรที่พบสารเร่งเนื้อแดง, การยกเลิกมาตราฉลากภาพควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ยกเลิกการแก้ไข ร่างพรบ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล้วนแต่บ่อนทำลายภาคเกษตร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบการคุ้มครองผู้บริโภคและการสาธารณสุขไทย

ทั้งนี้ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) และภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องผลกระทบจากการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ขอให้ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ วางการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลผลดีผลเสียของประเทศมากกว่าการสร้างราคาพูดถึงแต่ด้านดีของความตกลง TPP นี้

ผู้ร่วมหารือประกอบไปด้วย นายอนันต์ เมืองมูลชัย ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล และน.ส.แสงศิริ ตรีมรรคา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี, นายแพทย์หทัย ชิตานนท์ และนายวศิน พิพัฒนฉัตร สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, นายคำรณ ชูเดชา เครือข่ายองค์กรงดเหล้า, นายนิอับดุลฆอร์ฟาร โตะมิง โครงการปฏิบัติการงานพัฒนา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ และน.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อทช์

 

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ

กรรณิการ์ 0895003217

Related news: TPP-trade agreement