เหล้าเก่าในขวดใหม่: ต้องไม่มีมาตรการทริปส์ผนวกอยู่ในความตกลงเขตการค้าเสรี RCEP!

แม้ว่าข้อบทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจกีดกันการเข้าถึงยารักษาโรค จะถูกยกออกไปจากร่างความตกลงเขตการค้าเสรี RCEP แล้วก็ตาม  แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วยังนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ในการเจรจา เพื่อสะกัดกั้นการแข่งขันของผู้ผลิตยาชื่อสามัญในราคาไม่แพง  เพียงแค่กลยุทธ์ที่ใช้ต่างรูปแบบออกไปเท่านั้น แต่ยังคงสร้างผลกระทบให้กับผู้ป่วยในเรื่องยาราคาแพงอยู่ดี

เขียนโดย เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการรณรงค์เพื่อการเข้าถึงยา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (AIDS Access Foundation) ประเทศไทย และผู้ประสานงาน กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) 

แม้ว่าในการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี RCEP รอบหลังๆ ที่ผ่านมา ข้อบทที่เป็นปัญหามาโดยตลอด ที่ทำให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาในราคาไม่แพง จะถูกระงับไม่นำมาเจรจาต่อ  แต่มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (AAF) และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ยังมีความกังวลในข้อบทว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (IP enforcement chapter) ที่ยังปรากฎอยู่ในร่างคข้อตกลงที่กำลังเจรจากันอยู่

ทั้งสององค์กรในฐานะตัวแทนภาคประชาสังคมไทย ได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อรับฟังความคืบหน้าการเจรจาต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่จัดขึ้นโดยหัวหน้าคณะผู้แทนการเจรจาการค้าข้อตกลงเขตการค้าเสรี RCEP ของไทยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2562  ในการประชุม ตัวแทนภาคประชาสังคมได้แสดงความคิดเห็นและข้อห่วงกังวลต่อข้อบทว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งได้ข้อมูลมาจากเนื้อหาการเจรจาที่รั่วไหลออกมาจากการเจรจา (leaked text) และได้ยื่นจดหมายแสดงจุดยืนของภาคประชาสังคมต่อเรื่องนี้แก่หัวหน้าคณะผู้แทนการเจรจาฯ 

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership)  เป็นการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่าง 10 ประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์  โดยการเจรจาเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน .. 2012 ครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับการค้ากว้างขวางหลายประเด็น รวมทั้งประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา

มาตรการด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยา ซึ่งได้แก่ การขยายอายุสิทธิบัตร (patent-term extension) และ การผูกขาดข้อมูลทางยา (data exclusivity) ได้ถูกระงับไม่นำมาเจรจาต่อ เพราะแรงต้านจากหลายๆ ประเทศที่กังวลว่าจะส่งผลกระทบทำให้ยาชื่อสามัญแข่งขันในตลาดได้ล่าช้าออกไปและยาจำเป็นมีราคาแพงมหาศาล  มาตรการดังกล่าวจะอนุญาตให้มีการขยายระยะเวลาคุ้มครองของสิทธิบัตรเกินกว่ามาตรฐานขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ยอมให้คุ้มครองผูกขาดได้ 20 ปี และจะไม่อนุญาตให้อุตสาหกรรมยาสามัญใช้ข้อมูลทดลองทางยาที่เปรียบเทียบประสิทธิผลของยามาขึ้นทะเบียนขออนุญาตวางตลาดได้  อย่างไรก็ดี เราพบว่าในข้อบทว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (IP enforcement) ที่ยังคงอยู่ในร่างความตกลงที่เจรจาอยู่ในขณะนี้ มีเนื้อหาที่จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถจับยึดหรืออายัดยาชื่อสามัญที่อยู่ในระหว่างการขนส่ง (in transit) ไปยังประเทศปลายทางได้ ซึ่งการจับยึดนั้นกระทำได้ด้วยเหตุเพียงว่าเป็นสินค้าหรือยาที่ “ต้องสงสัย” ว่าอาจละเมิดสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์

ยาช่วยชีวิตถูกกักไว้ระหว่างการขนส่ง

ในช่วงปี ค.ศ. 2008 – 2009 เกิดการจับยึดการขนส่งยารักษาโรคขึ้นถึง 17 ครั้งในประเทศเนเธอร์แลนด์และเยอรมนี  สินค้าดังกล่าวเป็นทั้งสารวัตถุดิบสำหรับผลิตยาและยาสำเร็จรูป ที่ใช้รักษาเอชไอวี/โรคเอดส์ โรคหัวใจ และโรคทางจิตเวช ซึ่งอยู่ในระหว่างการขนส่งจากอินเดียและจีนไปยังประเทศปลายทางต่างๆ ในทวีปแอฟริกาและละตินอเมริกา แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรในยุโรปอายัดยาเหล่านี้ไว้โดยอ้างเหตุผลว่า สินค้าในระหว่างการขนส่งนั้นต้องสงสัยว่าอาจจะละเมิดสิทธิบัตรและ/หรือเครื่องหมายการค้าในยุโรป หรือเป็นยาปลอมที่ไม่ปลอดภัย 

เจ้าหน้าที่ศุลกากรยุโรปมีสิทธิ์อะไรในการจับยึดและอายัดยาชื่อสามัญเหล่านี้ ซึ่งเป็นยาที่จะนำไปใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วย  ทั้งๆ ที่ยาเหล่านี้ไม่ได้จะขายในยุโรปและไม่ได้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของใครในประเทศปลายทาง  มันไม่ใช่กงการอะไรของเจ้าหน้าที่ศุลกากรในยุโรป ผู้ซึ่งไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาหรือสาธารณสุข และสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถ “พิสูจน์ได้เพียงการตรวจด้วยตาเปล่า” ที่จุดผ่านแดน 

ข้อบทว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เสนออยู่ในร่างความตกลง RCEP นั้น จะทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีอำนาจที่จะหยุดการขนส่งยาที่ถูกกฎหมายในระหว่างการขนส่ง การส่งออก และการนำเข้าได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์และเยอรมันนี  ทั้งๆ ที่มาตรา 51 ของความตกลงทริปส์ (TRIPs) ขององค์การการค้าโลกอนุญาตให้จับยึดสินค้าได้เฉพาะกรณีการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ในการนำเข้าเท่านั้น  ยิ่งไปกว่านั้น มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และ FTA Watch ยังกังวลอีกว่า ด้วยการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาดังที่ปรากฎในร่างความตกลง RCEP ในขณะนี้ จะทำให้มีข้อผูกมัดที่จะจำกัดอำนาจของศาลในการตัดสินคดีความ เมื่อเกิดกรณีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างบริษัทยายักษ์ใหญ่และอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญ เพราะศาลจะมีอำนาจตัดสินให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่ผู้ทรงสิทธิ์เรียกร้องเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้มาตรการนี้กลั่นแกล้งกีดกันการแข่งขันของบริษัทยาชื่อสามัญได้ ด้วยการเรียกร้องค่าเสียหายในมูลค่าที่เกินเลยและไม่สมเหตุสมผลได้

เหล้าเก่าในขวดใหม่

มาตรการการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลงทริปส์ ดังที่ได้กล่าวถึง ซึ่งเรียกว่า “มาตรการชายแดน” (border measure) ถูกระบุอยู่ในข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับ ซึ่งเป็นลูกเล่นเดิมๆ ที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้และเรียกร้องเสมอมา ดังปรากฎในการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย-สหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 2003 – 2006) การเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย-สหภาพยุโรป (ค.ศ. 2013 – 2014) และการเจรจาความตกลงว่าด้วยการต่อต้านการค้าสินค้าปลอมแปลง หรือ ACTA (ค.ศ. 2008 – 2011)

ประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีอำนาจในการต่อรองเหนือกว่า มักเรียกร้องกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราแก้ไขกฎหมายหรือนโยบายให้อ่อนแอลง และจำกัดหรือแม้กระทั่งยกเลิกมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสาธารณะสุขและผลประโยชน์ของสาธารณะ เพื่อแลกกับการลดอัตราภาษีศุลกากร  ข้อเรียกร้องเหล่านี้มักเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยายักษ์ใหญ่ แต่อยู่บนความสูญเสียของสาธารณะ   ถ้าเราอนุญาตให้มีเงื่อนไขการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาดังที่กล่าวมา มันจะสร้างความหวาดกลัวให้กับบริษัทยาชื่อสามัญ จนไม่กล้าหรือล้มเลิกความพยายามที่จะผลิตยาจำเป็นออกมาแข่งขันกับบริษัทยายักษ์ใหญ่ เพราะไม่อยากเสี่ยงให้สินค้าของตนเองถูกจับยึดหรือถูกฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนมหาศาล

ความย้อนแย้งในเรื่องสุขภาพของสหภาพยุโรป

ประเทศที่พัฒนาแล้วที่เข้าร่วมเจรจาความตกลง RCEP กำลังเรียกร้องให้มีเงื่อนไขทางการค้าในแบบเดียวกับที่ตัวเองได้ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีที่ทำไปแล้วกับสหภาพยุโรป  แต่ในทางกลับ มันเป็นความย้อนแย้งของสหภาพยุโรปอย่างสิ้นเชิง  รัฐสภายุโรปเคยมีมติคว่ำข้อเสนอแบบเดียวกันในการเจรจาความตกลงว่าด้วยการต่อต้านการค้าสินค้าปลอมแปลง (ACTA) มาแล้ว   ทั้งนี้ การเจรจาความตกลง ACTA เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2008 เพื่อจัดการกับปัญหาสินค้าปลอมแปลง  แต่ร่างความตกลงดังกล่าวต้องการให้มีมาตรการชายแดน ที่จะอนุญาตให้มีการจับยึดสินค้าระหว่างการขนส่งและขยายนิยามสินค้า “ปลอมแปลง” ให้ครอบคลุมทั้งยาที่มีปัญหาในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย (ไม่มีส่วนผสมตามฉลากยา (falsified) และยาที่ไม่ได้มาตรฐาน (substandard)) และยาที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา   ในปี ค.ศ. 2012 รัฐสภายุโรปลงมติด้วยคะแนนเสียง 478 ต่อ 39 ไม่ลงนามในความตกลง ACTA เพราะเห็นว่ามาตรการเหล่านี้เข้มงวดเกินกว่ามาตรการในความตกลงทริปส์ (เรียกว่า “มาตรการทริปส์ผนวก”) ซึ่งจะสกัดกั้นการแข่งขันของยาชื่อสามัญ ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงยาจำเป็นราคาไม่แพง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความย้อนแย้งของสหภาพยุโรป  ในด้านหนึ่ง รัฐสภายุโรปได้ลงมติไม่ยอมรับความตกลง ACTA เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวยุโรปและให้ผู้ป่วยของตนเองเข้าถึงยาจำเป็นที่มีคุณภาพในราคาทีไม่แพงได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง สหภาพยุโรปกลับเสนอให้มีมาตรการชายแดนและมาตรการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่นเดียวกับที่อยู่ในข้อตกลง ACTA ที่ล้มไปแล้ว ในการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทย

หยิบเหล้าเก่าขึ้นมาบนโต๊ะอีกครั้ง

การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป (เอฟทีเอ ไทย-ยุโรป) ระงับไปเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นในไทยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557  แต่เมื่อไม่นานมานี้ สหภาพยุโรปต้องการจะรื้อฟื้นการเจรจาขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ประเทศไทยได้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมีนาคม 2562 และขณะนี้ไทยอยู่ในช่วงที่กำลังจัดตั้งคณะรัฐมนตรี  ในเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา คณะของประเทศไทยได้เดินทางไปประชุมกับคณะของสหภาพยุโรปที่เมืองบรัลเซล เพื่อหารือเปิดการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีขึ้นอีกครั้ง 

ในช่วงปี พ.ศ. 2556 – 2557 ขณะที่การเจรจาเอฟทีเอ ไทย-ยุโรปกำลังดำเนินไปนั้น ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ซึ่งมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวให้ความสำคัญกับเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศ  มาตรา 190 กำหนดให้รัฐบาลต้องจัดทำการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ และเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนหรือระหว่างการเจรจา  รัฐสภาจะต้องให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาก่อน และต้องได้รับรายงานความคืบหน้าผลการเจรจาแต่ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ

ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยได้จัดให้มีการรับฟังความเห็นสาธารณะอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และได้จัดทำการศึกษาถึงผลกระทบจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ยุโรปอย่างรอบด้าน  สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของสาธารณะอย่างกระตือรือร้น และผลการศึกษาได้ถูกนำเสนอในการประชุมแจ้งความคืบหน้าต่างๆ  กระบวนการเหล่านี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้มีการสื่อสารทางนโยบายระหว่างผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ เพื่อให้สะท้อนข้อห่วงกังวลและมีข้อเสนอแนะต่อคณะเจรจาของไทย  นอกจากนี้ ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นยังเป็นกำแพงพิงหลังให้คณะเจรจาของไทย ที่จะสามารถยืนยันจุดยืนของประเทศที่จะ “ไม่เอาทริปส์พลัส” ในการเจรจาอีกด้วย

แต่เมื่อรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารขึ้นสู่อำนาจในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557  มาตรา 190 ถูกลบทิ้งไป และไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ฉบับปัจจุบัน

นั่นหมายความว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกลไกทางกฎหมาย ที่ส่งเสริมให้ประชาชนติดตามและตรวจสอบความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศได้อีกต่อไป  ในขณะเดียวกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนกำลังถูกจำกัดไว้อย่างมาก  ภาคประชาชนไทยเชื่อว่าสหภาพยุโรปจะฉวยโอกาสจากภาวะประชาธิปไตยถดถอยของประเทศไทยในขณะนี้ เสนอมาตรการการค้าที่เข้มงวดเกินกว่าความตกลงทริปส์ในแบบที่สหภาพยุโรปเคยเสนอมาแล้วเมื่อ 6 ก่อน กลับขึ้นมาบนโต๊ะเจรจาเอฟทีเอไทย-ยุโรปอีกครั้ง  สถานการณ์เช่นนี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับภาคประชาสังคมไทย

Related news: Uncategorized, ไทย