ภาคประชาสังคมสำคัญต่อการดำเนินการตามความยืดหยุ่นใน TRIPS

Article by IP-WATCH.

เมื่อครั้นที่องค์การการค้าโลกรับรองความตกลงในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ได้กำหนดให้มีความยืดหยุ่นหลายประการในข้อตกลงด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถกำหนดนโยบายในการดำเนินการตามข้อตกลงโดยคำนึงถึงระดับการพัฒนาของตน  อย่างไรก็ตาม บางประเทศอาจด้วยขาดความตระหนักรู้หรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจก็มิได้ใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นนั้นอย่างเต็มที่ และต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่ได้ใช้ความยืดหยุ่นเหล่านั้น  องค์กรภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือเพื่อลดแรงกดดันและทำให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายตระหนักถึงการที่ประชาชนพึงได้เข้าถึงยารักษาโรคง่ายขึ้น

การประท้วงในระหว่างการประชุมเอดส์นานาชาติที่เมืองเดอร์บันเมื่อปี 2016 เพื่อต่อต้านบริษัทยา Gilead ที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศเข้าถึงยา sofosbuvir  ถ่ายภาพโดย ITPC Global

ความยืดหยุ่นด้านสาธารณสุขในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights: TRIPS) ขององค์การการค้าโลกเมื่อปี 1994 ได้แก่ การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ (compulsory licences) การนำเข้าควบคู่กันไป (parallel imports) การยกเว้นเพื่อการวิจัย และการป้องกันมิให้มีการกีดกันการแข่งขัน

ในการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยาที่จัดโดย Make Medicines Affordable เมื่อต้นปีนี้ ได้มีการพูดถึงหลายประเด็นที่กำลังเป็นที่กังวล เช่น กระบวนการพิจารณาคำขอสิทธิบัตรมิได้คำนึงถึงปัจจัยด้านสาธารณสุข และนโยบายหรือกฎหมายปราบปรามของปลอมที่ได้รวมเอายาสามัญว่าเป็นของปลอมด้วย

อีกประเด็นที่เป็นที่กังวลคือความตกลงการค้าเสรีสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายซึ่งมีข้อสัญญาจำกัดการใช้ความยืดหยุ่นในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) หรือที่เรียกกันว่าข้อสัญญา TRIPS-plus อันเป็นข้อตกลงที่เกินไปกว่าข้อกำหนดใน TRIPS  โดยแม้แต่ความตกลงการค้าเสรีของประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดก็ยังมีข้อสัญญาเช่นนี้ ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้รับการยกเว้นภายใต้ความตกลง TRIPS อยู่แล้วที่จะไม่ต้องปฎิบัติตามข้อกำหนดในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยเภสัชภัณฑ์จนกว่าจะถึงปี 2033

ในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรภาคประชาสังคมได้รณรงค์อย่างมากเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยารักษาโรคโดยใช้ความยืนหยุ่นที่กำหนดไว้ใน TRIPS และการล็อบบี้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย

เปโดร วิลลาร์ดี้แห่งคณะทำงานว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งประสานงานโดยสมาคมเอดส์ของบราซิล (Brazilian Interdisciplinary AIDS Association) กล่าวว่าไม่ควรมองข้อกำหนดความยืดหยุ่นใน TRIPS แบบแยกส่วน แต่ควรมองเป็นความหลากหลายที่ีสามารถนำมาใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย

ภาคประชาสังคมทำให้ราคายาถูกลง ประหยัดได้หลายล้านเหรียญ

องค์กร I-MAK ซึ่งเริ่มทำงานเพื่อให้ผู้ป่วยเอชไอวีสามารถเข้าถึงการรักษาได้ในอินเดียตั้งแต่ปี 2006 และมีงานด้านกฎหมายและวิจัยใน 49 ประเทศที่เกี่ยวข้องกับวิธีรักษาโรคต่างๆ 8 โรคด้วย 20 วิธี ได้อ้างว่าการทำงานที่ผ่านมาได้ช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐใน 12 ปีที่ผ่านมา

และกล่าวว่าการที่สามารถคัดค้านคำขอสิทธิบัตรยาเอชไอวีสี่ตัวในอินเดียได้สำเร็จทำให้ราคายาลดลงร้อยละ 51 ถึง 89 เมื่อเทียบกับยาต้นตำรับ

ส่วนออธโธมัน เมลลุกจากองค์กรที่ชื่อว่า International Treatment Preparedness Coalition เห็นว่าองค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) และความสำคัญของความยืดหยุ่นเหล่านั้น

เขากล่าวกับ Intellectual Property Watch ว่าทุกครั้งที่มีการใช้ความยืดหยุ่นใน TRIPS ไม่ว่าจะเป็นมาตรการบังคับใช้สิทธิ (compulsory licences) หรือการคัดค้านคำขอสิทธิบัตร องค์กรภาคประชาสังคมจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันรัฐบาล สร้างแรงกดดัน และถ่วงดุลกับแรงกดดันจากสหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

เขากล่าวว่าเมื่อเริ่มแรก บริษัทผลิตยาสามัญชั้นนำเป็นฝ่ายยื่นคัดค้านคำขอสิทธิบัตร แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่องค์กรภาคประชาสังคมจะเป็นผู้ยื่น ซึ่งมีเป้าหมายมิให้มีการใช้สิทธิบัตรไปในทางที่ผิด และเพื่อใช้สิทธิภายใต้ความยืดหยุ่นใน TRIPS และเน้นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคืออะไรคือสิ่งที่ควรได้รับสิทธิบัตร เพื่อป้องกันมิให้สิ่งที่มิควรได้สิทธิบัตรได้รับสิทธิบัตรไป จะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับการที่จะต้องมายื่นคัดค้าน

ประเด็นหนึ่งที่พบในเรื่องของการเข้าถึงยาคือการทำงานแบบแยกส่วน เช่นมุ่งที่ยาตัวหนึ่งๆและโรคๆหนึ่งในขณะใดขณะหนึ่ง ใครๆก็พูดถึง “super drugs”  เมลลุกกล่าวว่า “เราได้ถูกต้อนเข้าสู่ระบบ” ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทผลิตยาทั้งหลาย ซึ่งอันที่จริงควรมองปัญหาราคายาทั้งหมดอย่างเป็นระบบ

ช่วงเวลาสำคัญหนึ่งคือเมื่อบริษัท Gilead ปล่อยยา sofosbuvir ออกมา “มันมีเวลาก่อนและหลัง sofosbuvir” ที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญามิใช่เป็นเรื่องของประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น

เมลลุกกล่าวว่าเรื่องที่น่าห่วงมากในขณะนี้คือระบบการให้การรับรองสิทธิบัตรของยุโรปในโมร็อกโกภายใต้ความตกลงการให้การรับรอง (validation agreement) ระหว่างองค์การสิทธิบัตรยุโรปกับโมร็อกโกซึ่งมีผลบังคับเมื่อวันที่ 1  มีนาคม 2015 ซึ่งทำให้บริษัทข้ามชาติยื่นขอสิทธิบัตรในโมร็อกโกได้ง่ายขึ้นและก็มีการให้สิทธิบัตรเภสัชภัณฑ์มากขึ้นด้วย

ยูเครนได้ร่วมในความยินยอมของ Gilead และแก้กฎหมายสิทธิบัตรของตน

เซอร์เกย์ คอนแดรทยุคจากองค์กรเครือข่ายออล์ยูเครนสำหรับคนที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์เน้นถึงความสำคัญในการคัดค้านคำขอสิทธิบัตรภายใต้ความยืดหยุ่นใน TRIPS  เขากล่าวกับ Intellectual Property Watchว่าเครือข่ายของเขานี้เป็นหัวหอกในการยื่นคัดค้านคำขอสิทธิบัตรในยูเครน

การรณรงค์ขององค์กรเครือข่ายนี้ทำให้ Gilead ยินยอมรวมยูเครนเข้าในความตกลงให้ยูเครนสามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายยา sofosbuvir ได้ (voluntary licence agreement) เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ซึ่งจะทำให้ราคายาตัวนี้ถูกลง  (เช่นเดียวกับมาเลเซีย ไทยและเบลารูซ) ยา sofosbuvir เป็นยาที่ใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี

คอนแดรทยุคกล่าวว่าการผลักดันโดยองค์กรเครือข่ายของเขาเพื่อให้การให้สิทธิบัตรมีความเข้มงวดมากขึ้นทำให้รัฐบาลยูเครนปฎิรูปกฎหมายสิทธิบัตรของตน

Related news: Uncategorized