ภาคประชาชน แฉ ลดเอดส์ไม่ได้หรอก ถ้ายังเป็นแบบนี้!

 

ภาคประชาสังคมจัดกิจกรรมวันเอดส์โลก แนะเอดส์จะยุติได้ ถ้าทุกภาคส่วนเคารพความแตกต่าง และร่วมมือกัน
เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ จัดกิจกรรม “ยุติเอดส์ไม่ได้หรอก ถ้ายังเป็นแบบนี้!!!” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยภายในงานมีการเสวนา “ลดปัญหาเอดส์ให้เป็น ‘ศูนย์’ ทำได้จริง ถ้า…”
สมวงศ์ อุไรวัฒนา รองผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า หากกระทรวงศึกษาธิการยังสอนเรื่องเอดส์แบบในปัจจุบันนี้ จะยุติปัญหาเอดส์ไม่ได้ คือ โรงเรียนมักสอนว่าเอดส์ติดกันได้ ๓ ทาง แต่ไม่พูดเรื่องการเตรียมตัวในเรื่องเพศ ความรู้สึก หรือเอดส์ในแบบที่มีชีวิต ว่าถึงติดเชื้อฯ แล้วก็ยังมีชีวิต มีความหวัง ความฝันได้เหมือนคนทั่วไป ซึ่งในโรงเรียนควรพูดเรื่องความเข้าใจ การอยู่ร่วมกัน การไม่ละเมิด และเคารพสิทธิของผู้ติดเชื้อฯ
“โรงเรียนมักจะสอนเด็กด้วยอคติ เช่น ครูมักสอนเด็กว่าอย่ามั่ว ทั้งที่การจัดการศึกษาต้องทำให้เยาวชนเข้าใจ เพราะการป้องกัน การเข้าถึงการรักษา และการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ หากไม่ทำในโรงเรียน จะให้เด็กเอาข้อมูลมาจากไหน” สมวงศ์กล่าวและว่า รัฐต้องสนับสนุนให้คนเข้าถึงถุงยางอนามัย ด้วยการควบคุมราคาสินค้า เพราะถุงยางในปัจจุบันมีราคาค่อนข้างสูง คือ ตกชิ้นละ ๑๕ บาท


รองผู้อำนวยการฯ ให้ความเห็นว่า รัฐต้องเป็นต้นแบบของการคุ้มครองสิทธิจริงๆ เช่น ในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ ต้องประกาศเป็นนโยบายเลยว่า ไม่มีการตรวจหรือแอบตรวจเลือดเอชไอวีทั้งก่อนและระหว่างเข้าทำงาน โดยประกาศในนามนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคำสั่งทางปกครองอย่างชัดเจน และต้องปฏิบัติตามนี้ หรือกรณีของผู้ใช้ยา ที่ต้องให้โอกาสเข้ารับทำงานของรัฐ
ด้านกฤตนัน ดิษฐบรรจง ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวี คือ เขาไม่กล้าบอกพ่อแม่ว่ามีเชื้อฯ ซึ่งเกิดจากที่พ่อแม่ไม่สื่อสารเรื่องเพศกับลูก ทำให้ไม่กล้าพูดคุยกัน โดยเฉพาะเรื่องเอชไอวี/เอดส์ รวมถึงไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรเมื่อมีเชื้อฯ จากความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่เข้าใจเรื่องการกินยาต้านฯ จนอาจไม่กินเลย หรือเกิดภาวะซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย เพราะสังคมปลูกฝังว่าเอดส์เป็นแล้วตาย ไม่ก็เกิดจากการสำส่อน ทั้งที่การติดเชื้อเอชไอวีเกิดจากการมีคู่คนเดียว ใช้เข็มฉีดสารเสพติด หรือติดตั้งแต่เมื่อแรกเกิดก็เป็นได้
“เราต้องสร้างความรับรู้ ความเข้าใจว่าเอดส์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และไม่ได้ไกลตัว สังคมต้องมีข้อมูลที่ดีกว่านี้ในเรื่องการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ว่าเราอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เราสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนไม่มีเชื้อฯ” ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนฯ กล่าวและว่า “ส่วนระบบการศึกษาต้องทำความเข้าใจเรื่องเอดส์ให้มากกว่านี้ เพราะแบบเรียนยังมีการตีตราว่าเอดส์เป็นแล้วตาย หรือการให้วัดพระบาทน้ำพุเป็นตัวแทนของเรื่องเอดส์ ซึ่งน่ากลัว มันสะท้อนว่าพอไปอยู่ในวัดแล้วก็ตาย แต่เราจะไม่ตาย ถ้าเราได้รับยาต้านฯ อย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน และดูแลตัวเองเหมือนคนทั่วไป”
กฤตนัน เสนอว่า ทุกคนควรให้ความสำคัญในเรื่องเอดส์กับเยาวชนด้วย โดยเฉพาะสภาเด็กและเยาวชน ต้องไม่ทำแค่เรื่องท้องไม่พร้อม ควรทำเรื่องเอดส์ด้วย และทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ต้องหันมาสนใจเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ทำในช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่ต้องทำให้สม่ำเสมอ เพื่อยุติปัญหาเอดส์ร่วมกัน
จารุณี ศิริพันธุ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (FAR) ให้ความเห็นว่า การยุติเอดส์ไม่ใช่แค่เรื่องเอดส์อย่างเดียวแล้ว แต่ต้องพูดเรื่องวิธีคิดในการตัดสิน เหมารวม ให้คุณค่าคนที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐาน หรือความคาดหวังของสังคมด้วยว่ามาจากไหน หรืออะไรที่ทำให้ตัดสิน หรือผูกโยงคนกับความดี ความเลว เช่น ผู้ใช้ยาเสพติดเท่ากับคนไม่ดี ซึ่งพื้นฐานความเชื่อเหล่านี้ทำให้ยุติปัญหาเอดส์ไม่ได้
จารุณี กล่าวว่า ถ้าจะให้การยุติปัญหาเอดส์เป็นจริงได้ การทำงานที่ให้ความเคารพเรื่องคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนต่างมีเหมือนกัน ไม่ว่าจะติดเชื้อฯ หรือไม่ติดเชื้อฯ เขาต้องได้รับการปฏิบัติที่ไม่แตกต่าง เพื่อให้ได้บริการพื้นฐานที่จำเป็น โดยไม่ใช้การติดเชื้อฯ หรือเรื่องศีลธรรมมาเป็นข้อกำหนด ที่จะให้บริการหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความท้าทาย เพราะนี่คือการเปลี่ยนความคิดความเชื่อ ค่านิยม โครงสร้างทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและต้องเริ่มได้ที่ตัวเรา
“ถ้าคนใกล้ชิดเรามีเชื้อเอชไอวี เราจะอยู่กับเขาอย่างไร กินข้าวกับเขาได้ไหม ถ้าคนในครอบครัวเรามีคนที่มีความหลากหลายทางเพศ มีคนใช้ยาเสพติด เราจะรู้สึกอย่างไร และปฏิบัติอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันตอบ” รองผู้อำนวยการ FAR กล่าว
อภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาเอดส์จะยุติได้ ต้องส่งเสริมการป้องกันให้เป็นเรื่องของทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่ ด้วยการตั้งต้นจากพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ให้ทุกคนประเมินความเสี่ยงได้ เพราะการรู้ผลเลือดของตัวเองนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา คือ รู้ย่อมดีกว่าไม่รู้ และก้าวต่อไปได้ รวมทั้งสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตัวเอง เช่น เข็มสะอาด หรือถุงยางอนามัย
“ช่องว่างในการทำงานเอดส์ คือ ยังมีผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ ปีละเกือบหมื่นคน กว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน เข้าสู่การรักษาแล้ว แต่คนเหล่านี้ยังถูกรังเกียจ ถูกเลือกปฏิบัติต่อการเรียน การทำงาน รวมถึงมีระบบการรักษาเอชไอวี/เอดส์แล้ว แต่ยังมีผู้ติดเชื้อฯ เสียชีวิต” อภิวัฒน์กล่าวและว่า ดังนั้น รัฐต้องสนับสนุนการป้องกันให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ สนับสนุนเรื่องเอดส์รู้เร็วรักษาได้ และเน้นการให้คำปรึกษาในหน่วยบริการให้มีคุณภาพ เพราะหลายคนไปตรวจเลือดแล้วหายไปจากระบบ ทั้งต้องสร้างสภาพแวดล้อมไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติในหน่วยบริการ มีการเคารพสิทธิผู้ป่วยและการรักษาความลับ พร้อมสนับสนุนว่าแม้เด็กหรือวัยรุ่นจะเติบโตมากับเชื้อเอชไอวีก็สามารถใช้ชีวิตได้แบบคนไม่มีเชื้อฯ
ประธานเครือข่ายฯ กล่าวว่า ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ต้องการเห็นความกล้าหาญของกระทรวงต่างๆ ที่จะทำ MOU รวมทั้งเชิญชวนภาคเอกชนพร้อมใจกันประกาศไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ด้วยการไม่ใช้ผลเลือดมาเป็นเงื่อนไขในการทำงาน
จำลอง แพงหนองยาง ตัวแทนจากมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) กล่าวว่า การที่จะทำให้เอดส์เป็นศูนย์ได้จำเป็นต้องมีการทำงานอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ชุมชนได้เข้ามาร่วมจัดบริการ ทั้งด้านการส่งเสริมป้องกัน การให้คำปรึกษาเพื่อการตรวจเลือดโดยสมัครใจ รวมทั้งการติดตามส่งเสริมการเข้าสู่การรักษา และที่สำคัญรัฐต้องทำให้ระบบการรักษาเป็นจริง เช่น กรณีสิทธิประโยชน์ด้านการรักษา ที่บอกว่าผู้ติดเชื้อฯ ทุกรายสามารถขอรับการรักษาได้ แต่พอไปถึงสถานพยาบาลกลับถูกปฏิเสธ เพราะหมอบอกว่าภูมิคุ้มกันยังสูงอยู่ยังไม่จำเป็นต้องเริ่มยาต้านฯ เป็นต้น
“เราพบว่าแต่ละกลุ่มมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อฯ ต่างกัน อย่างพนักงานบริการทางเพศ มีทั้งผู้หญิง ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และคนข้ามเพศหรือที่แปลงเพศแล้ว เราพบว่าผู้หญิงจะป้องกันตัวเองได้ดีกว่าอีก ๒ กลุ่ม เพราะเขามีภาระ มีคู่ มีลูก และจะกังวลว่า ถ้าตัวเองเป็นอะไรไปจะมีผลต่อคนที่เขาห่วง” จำลอง กล่าว

Related news: ไทย