บริษัทกิลิแอดถูกจี้ตอบกระทู้ในกรรมาธิการรัฐสภาสหรัฐฯ กรณียาทรูวาดาเพื่อการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ก่อนสัมผัส (PrEP)

ชาวอเมริกาต้องซื้อยาทรูวาดาราคาเม็ดละ 70 เหรียญฯ ทั้งที่เป็นยาที่มาจากการวิจัยและพัฒนายาที่ใช้ภาษีประชาชนจำนวนมากสนับสนุน  ต้องขอบคุณกลุ่มรณรงค์ PrEP4All รวมทั้งประชาชน นักกิจกรรม และนักการเมือง จำนวนมากที่สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหว #breakthepatent ที่ผลักดันให้มีการไต่สวนและรับฟังความเห็นของกรรมาธิการรัฐสภา (US Congressional Hearing) จนสามารถนำนายแดเนียล โอเดย์ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทกิลิแอด มาไต่สวนกรณีที่บริษัทตั้งราคายาทรูวาดาแพงหูฉี่” ได้

ในบทความนี้ เรานำเสนอส่วนหนึ่งของการอภิปรายที่เกิดขึ้นในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเผยให้เห็นการตัดสินใจที่บกพร่องอย่างใหญ่หลวงของบริษัทกิลิแอด พร้อมทั้งลิงค์ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในการไต่สวนและรับฟังความเห็นของคณะกรรมาธิการรัฐสภา (congfessional hearing) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามถึงราคายาทรูวาดาที่ใช้เพื่อการป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีก่อนสัมผัส (Truvada for PrEP) ในประเทศสหรัฐอเมริกา  สส. อีไลจาห์ คัมมิงส์ ประธานในที่ประชุมกล่าวว่ายาดังกล่าวเป็น “ยามหัศจรรย์ที่สามารถกินเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้” 

“ตอนนี้เรามียาที่มีประสิทธิภาพหยุดยั้งการติดเชื้อเอชไอวีได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิดฝันมาก่อนแน่ๆ ในช่วงที่ปัญหาการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ยังอยู่ในขั้นวิกฤต” คัมมิงส์ กล่าว “อุปสรรคก็คือ กิลิแอด ซึ่งเป็นบริษัทที่ขายยาชนิดนี้ ตั้งราคายาไว้แพงลิบลิ่ว” 

คัมมิงส์กล่าวถึงการที่บริษัทกิลิแอดขึ้นราคายาทรูวาดาว่า “ครั้งแล้วครั้งเล่า ขึ้นแล้วก็ขึ้นอีก แล้วก็ยังขึ้นอีก” แม้ว่าบริษัทจะทำกำไรจากการขายยาชนิดนี้เพียงชนิดเดียวทั่วโลกไปแล้วถึง 36,000 ล้านเหรียญฯ  ทั้งหมดนี้จากการลงทุนเพียง 1,100 ล้านเหรียญฯ 

“ระบบของเรายอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?” คัมมิงส์ตั้งคำถาม

“ประชากร 1.1 ล้านคนในสหรัฐฯ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวี สามารถได้ประโยชน์จากยานี้ แต่ปัจจุบัน มีกลุ่มคนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่ได้ใช้ยานี้” คัมมิงส์ระบุว่า การตั้งราคาที่แพงลิบลิ่วเช่นนี้เป็นการหาประโยชน์อย่างไม่ชอบธรรมจากการผูกขาด

หลังจากจบคำแถลงเปิด สส. คัมมิงส์ดักคอนายโอ’เดย์ไว้ก่อนว่า “อย่าตอบแบบยึกยักขอไปทีอย่างที่พวกคุณมักทำกัน … เราต้องการให้ราคายาลดลง เราต้องการความจริง”

พยานให้การในการไต่สวนครั้งนี้มีทั้งแพทย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ รวมถึงผู้ที่นั่งอยู่ข้างนาย โอ’เดย์ คือ นพ. อาร์รอน ลอร์ด ผู้ซึ่งเป็นนักกิจกรรมที่ผลักดันการเข้าถึงยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนการสัมผัส หรือที่เรียกว่า “เพร็พ” (PrEP) 

นพ. ลอร์ดให้การว่าเขาเป็นผู้ใช้ยาเพร็พตั้งแต่ ค.ศ. 2012 ซึ่งทำให้เขา “ไม่ต้องใช้ชีวิตภายใต้ความกลัว [การติดเชื้อ] อีกต่อไป”

“แม้ว่ายาเพร็พจะมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในอเมริกในปัจจุบันยังคงอยู่ที่ระดับเดียวกับเมื่อ ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นปีเพร็บเพิ่งได้รับการอนุมัติ” นพ. ลอร์ดอธิบายว่า ทุกวันนี้ในอเมริกามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เกิดขึ้นทุก 15 นาที และเมื่อเทียบกับในประเทศออสเตรเลียที่ใช้ยาเพร็พที่มีราคาถูกเพียงแค่ 8 เหรียญฯ  ปัจจุบันออสเตรเลียสามารถควบคุมสถิติการติดเชื้อรายใหม่ให้ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ต้นตอของปัญหานี้อยู่ที่ราคายา”

นักกิจกรรมด้านเอชไอวีจะไม่นิ่งเฉย

นพ. ลอร์ดกล่าวกับนายโอ’เดย์ตรงๆ ว่า: “คุณโอ’เดย์ พวกเราถูกบริษัทของคุณโก่งราคายาจนจะกระอักตายอยู่แล้ว  ในแต่ละปีเราจ่ายเงินกว่า 2,600 ล้านเหรียญฯ เพื่อซื้อยาที่ราคาแพงเกินจริงอย่างร้ายกาจจากบริษัทของคุณ ​ ทั้งๆ ที่ด้วยเงินจำนวนน้อยกว่านั้นมาก เราจะสามารถสร้างระบบเพร็พ (ป้องกันการติดเชื้อฯ ก่อนการสัมผัสไวรัส) ที่ครอบคลุมทั้งประเทศได้ ซึ่งหมายความว่าประชาชนทุกคนที่จำเป็นต้องใช้ยาเพร็พจะได้ใช้ยานั้น… คุณ โอ’เดย์ คุณยัดเยียดข้อตกลงที่เสียเปรียบอย่างเลวร้ายที่สุดให้กับชาวอเมริกา แลกกับเงินที่พวกเราต้องจ่าย”

ข้อมูลจากการประเมิน ถ้าเราจะหยุดยั้งการติดเชื้อเอชไอวีให้ได้ ทั่วโลกต้องมีการลงทุนในประเทศรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลางเป็นเงิน 26,000 ล้านเหรียญฯ ต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบแล้วยังน้อยกว่ารายได้จากยาทรูวาดา ที่บริษัทกิลิแอดเริ่มออกวางตลาดในปี ค.ศ. 2004 ถึง 10,000 ล้านเหรียญฯ

นพ. ลอร์ดอธิบายว่า: “ประชาชนชาวอเมริกาเป็นคนจ่ายภาษี เป็นภาษีที่นำมาใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับโมเลกุล [ที่นำมาพัฒนาเป็นยาทรูวาดา], การใช้ยานี้สำหรับป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ (เพร็พ) และสนับสนุนการทดสอบทางคลินิคถึงสี่ครั้งเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของยาฯ”

ระหว่างถูกซักถามโดยสมาชิกสภาฯ หลายท่าน นายโอ’เดย์อ้างถึงการบริจาคยาและโครงการช่วยเหลือเพื่อการเข้าถึงยาต่างๆ ของบริษัทซ้ำไปซ้ำมา  ในช่วงหนึ่งเขากล่าวว่า “ถ้าผู้ป่วยคนไหนที่เข้าไม่ถึงยาทรูวาดาเพราะปัญหาเรื่องการเงิน โครงการช่วยเหลือต่างๆ ของเราตั้งขึ้นมาเพื่อคนกลุ่มนี้”

ช่องว่างในการเข้าถึงการป้องกันด้วยยาเพร็พ ซึ่งเป็นเพราะราคายาที่แพงลิบลิ่ว สะท้อนให้เห็นว่า โครงการ “การกุศล” เหล่านี้ของกิลิแอด (ในขณะที่บริษัทยังเดินหน้าโกยรายได้นับพันล้านต่อไป) ไม่ได้ทำให้เป้าหมายของโครงการเป็นจริงดังที่กล่าวอ้าง  เราร่วมกันกับ พพ. ลอร์ดเรียกร้องให้กิลิแอดตั้งราคาอย่างเป็นธรรมและคำนึงถึงความยั่งยืน เพื่อคนที่จำเป็นต้องใช้ยาทรูวาดาจะเข้าถึงยาได้ทุกคน: “คุณโอ’เดย์  พวกเราไม่ได้ขอให้บริษัทของคุณทำบุญหรือบริจาคยาให้ ซึ่งเป็นวิธีที่พวกคุณเอาไปลดหย่อนภาษีได้และสนองความต้องการของบริษัทพวกคุณเอง  มันไม่ได้ตอบโจทย์สิ่งที่ประชาชนต้องการ  สิ่งที่พวกเราต้องการ คุณโอ’เดย์ ทำไมคุณไม่ประกาศลดราคายาทรูวาดาให้เหลือ 15 เหรียญฯ ต่อเดือน ประกาศเสียเลยที่นี่ วันนี้ ต่อหน้าที่ประชุมนี้เลย?”

ดูวีดีโอฉบับเต็ม ถ้อยแถลงเปิดของ นพ. อาร์รอน ลอร์ด

พูดจาภาษาเงิน

“ผมไม่มีปัญหากับการที่คุณทำกำไรนะ  ผมต้องการให้คุณได้กำไร เพราะผมรู้ว่างานวิจัยและพัฒนาสร้างอะไรได้บ้าง… แต่ ไม่มีอะไรเทียบได้กับการนั่งกุมมือคนที่กำลังตายด้วยเอดส์หรอกรู้ไหม… ที่พวกเราพยายามทำตรงนี้ ก็แค่เป็นตัวแทนของประชาชนที่เลือกเราเข้ามา และพยายามช่วยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไป” สส. คัมมิงส์กล่าว 

ประเด็นสำคัญ คือ การตั้งราคาและกำไรที่เป็นธรรม การบริจาคนั้นเป็นวิธีที่ไม่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน นายโอ’เดย์ก็ยอมรับว่าการบริจาคเป็นวิธีการที่บริษัทเอกชนใช้นำไปลดหย่อนภาษีได้  แม้ว่าการทำเช่นนี้จะ “ไม่ผิดกฎหมาย” อะไร แต่ก็ทำให้คนตั้งคำถามต่อบริษัทกิลิแอดว่า ทำไมถึงเลือกใช้วิธีบริจาคยาที่เป็นวิธีที่ไร้ประสิทธิภาพ แทนที่จะตั้งราคาขายยาที่เป็นธรรม  ดังที่ สส. เคธีย์ ฮิลล์ ได้อภิปรายและตั้งคำถามต่อเนื่องในประเด็นเหล่านี้และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเงิน เช่น:

  • รายงานเกี่ยวกับการเลี่ยงภาษีของบริษัทกิลิแอด ซึ่งเลี่ยงไม่ต้องจ่ายภาษีถึง 10,000 ล้านเหรียญฯ จากรายได้จากการขายยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี
  • การที่นายโอ’เดย์ ย้ายมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของกิลิแอดนั้น เขาได้ค่าตอบแทนมหาศาล “รายงานระบุว่า คุณได้ข้อเสนอค่าตอบแทนเบื้องต้นทั้งในรูปของเงินและหุ้น รวมมูลค่าประมาณ 30 ล้านเหรียญฯ  บริษัทตกลงจ่ายให้คุณ 30 ล้านฯ เบื้องต้น เพียงเพื่อให้คุณตอบรับร่วมงาน ดิฉันเข้าใจถูกไหม?” สส. ฮิลล์ ตั้งคำถาม  และนายโอ’เดย์ ตอบว่า “ถูกต้องครับ” จากนั้นก็พยายามอธิบายหรือกลบเกลื่อนว่าตัวเลขจำนวนเงินนั้นไม่สำคัญอย่างไร
  • สส. ฮิลล์จึงเปรียบเทียบว่า ค่ามัธยฐานหรือค่ากลางของรายได้ (median income) ของประชากรในอเมริกาอยู่ที่ 46,800 เหรียญฯ ต่อปี ซึ่งเทียบแล้วเป็น “1 ใน 6 ของ 1% ของโบนัสเบื้องต้นที่คุณได้รับตอนเซ็นสัญญากับกิลิแอด”
  • สส. ฮิลล์ยอมรับว่า ในฐานะบริษัทเอกชน กิลิแอดจะเอาผลกำไรของบริษัทไปใช้ทำอะไรก็เป็นเรื่องของบริษัท  แต่เมื่อคุณลองเอา “ค่าตอบแทนก้อนโตที่บริษัทจ่ายให้กับผู้บริหารระดับสูงมาอย่างยาวนาน” มาเทียบกับจำนวนเงินที่จะมาใช้แก้ไขปัญหาการเข้าไม่ถึงการรักษาแล้ว การที่กิลิแอดเอากำไรไปใช้แบบนั้น มันเกี่ยวพันกับพวกเราทุกคน” 

การฮุบสิทธิบัตรไปเป็นของเอกชน

สส. อเล็กซานเดรีย โอคาซีโอ-คอร์เทซ (เรียกย่อๆ ว่า เอโอซี) กล่าวถ้อยแถลงท้าทายนายโอ’เดย์ว่า ราคายาทรูวาดาแตกต่างกันมากเช่นนี้ [เมื่อเทียบราคาในอเมริกากับประเทศอื่น] เป็นเพราะสิทธิบัตรของยาได้ถูกทำให้เป็นของเอกชน ทั้งๆ ที่มันควรเป็นของสาธารณะ “ไม่มีเหตุผลเลยที่ยานี้จะราคาแพงถึง 2,000 เหรียญฯ ต่อเดือน — คนกำลังจะตายกันหมดแล้ว”

นายโอ’เดย์ ไม่ได้ตอบคำถามของ สส. ท่านอื่นๆ โดยตรงในประเด็นที่เกี่ยวกับ การลงทุนของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา) เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนายาใหม่ และต่อคำถามว่าการตั้งราคายาของกิลิแอดนั้นได้นำเอาเงินภาษีประชาชนที่ใช้สนับสนุนงานวิจัยพัฒนายามาคำนวนด้วยหรือไม่  นายโอ’เดย์กล่าวถึงความสัมพันธ์ในการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (public-private partnership) แต่เพียงว่า “มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน” 

ทั้งๆ ที่บอกไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ตอนเปิดการประชุมว่าการรับฟังฯ เราต้องการได้ยินข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่ได้ยินมา สส. คัมมิงส์กล่าวว่า “มันมีแต่ข้ออ้างและคำแก้ตัวเดิมๆ ทั้งนั้น” 

ดูวีดีโอฉบับเต็ม สส. เอโอซี แถลงท้าทายนายโอเดย์

ดูวีดีโอฉบับเต็ม เวทีไต่สวนและรับฟังความเห็นเกี่ยวกับยาทรูวาดา โดยคณะกรรมาธิการรัฐสภา

นักกิจกรรมร่วมมือกันต่อต้านการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทกิลิแอด

องค์กรภาคีของกลุ่มรณรงค์เพื่อการเข้าถึงยา (Make Medicines Affordable (MMA)) ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการผูกขาดยาที่ไม่เป็นธรรมและประสบผลสำเร็จมาโดยตลอด กลุ่ม MMA ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 จนถึงปัจจุบัน ผลจากการทำงานของภาคีสมาชิกดั้งเดิมของกลุ่ม ช่วยให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกประหยัดค่ายาได้ถึงปีละ 472 ล้านเหรียญฯ และขณะนี้ภาคีของเราก็ได้ขยายไปอีกกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

โดยทั่วไปแล้ว บริษัทยาจะต้องยื่นขอจดสิทธิบัตรในทุกประเทศที่พวกเขาต้องการขึ้นทะเบียนยา จากการทำงานต่อเนื่องหลายปี อะเบีย (ABIA) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรภาคีดั้งเดิมของ MMA ประสบความสำเร็จในการป้องกันไม่ให้กิลิแอดผูกขาดยาทรูวาดาอย่างไม่เป็นธรรมในประเทศบราซิล  ขณะเดียวกัน เราก็ประสบความสำเร็จในประเทศอาร์เจนตินา มูลนิธิ GEP ยื่นคัดค้านและพิสูจน์ว่าบริษัทกิลิแอดจงใจที่จะยื่นขอจดสิทธิบัตรยารวมเม็ด ที่ใช้สารตัวยาสำคัญสองชนิดซึ่งได้จดสิทธิบัตรไปแล้ว มารวมเม็ดแล้วขอจดสิทธิบัตรใหม่อีก ดังนั้น ประเทศอาร์เจนติน่าจึงไม่ยอมรับจดสิทธิบัตรยา ‘ทรูวาดา’ ที่เป็นแค่เพียงยาสูตรรวมเม็ด 

การที่บริษัทยายื่นขอจดสิทธิบัตรเหล่านี้ ทั้งที่พวกเขาต้องรู้อยู่แล้วว่าไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นธรรม แสดงให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นแต่ผลกำไรมากกว่าประโยชน์ของผู้ป่วย  การที่กิลิแอดโก่งราคายาจนแพงลิบลิ่วก็แสดงถึง “ความโลภอย่างไม่สิ้นสุด” ของพวกเขา ดังที่หัวหน้าทีมรณรงค์ของกลุ่ม MMA อตโตมัน เมลลุก วิจารณ์บริษัทกิลิแอดในการประชุมเอดส์โลก (IAS) เมื่อปี ค.ศ. 2017 และอธิบายว่าการตั้งราคายาของบริษัทกิลิแอด “ทำให้รัฐบาลกระเป๋าฉีก” อย่างไร

ภาคประชาสังคมต้องก้าวขึ้นทำหน้าที่สำคัญในการท้าทายการบิดเบือนใช้ทรัพย์สินทางปัญญา และผลักดันให้การตั้งราคายาที่เป็นธรรม  งานของพวกเรากำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบสิทธิบัตร(ยา) ด้วยการสร้างตัวอย่างในการผลักดันให้ยาลดราคาลง เพื่อให้คนสามารถเข้าถึงยาและการรักษาได้มากขึ้น เราจะไม่หยุดจนกว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อการรักษาชีวิตตามสิทธิที่พวกเราพึงมี

.

Related news: Uncategorized