ระบบทรัพย์สินทางปัญญามีปัญหาตรงไหน? การคุ้มครองการผูกขาดทำให้ยาราคาแพง

เมื่อเทียบน้ำหนักกันกรัมต่อกรัมแล้ว ยาต้านไวร้สเอชไอวีบางชนิดแพงกว่าทองคำเสียอีก

ทำไมยาถึงราคาแพงขนาดนี้?

ยาจำเป็นสำหรับช่วยชีวิตคนมีราคาแพง เพราะต้นทุนในการวิจัยและพัฒนา หรือเพราะความไม่โปร่งใสและระบบสร้างแรงจูงใจให้ประดิษฐ์คิดค้นที่ถูกบิดเบือนกันแน่?

วันที่ 26 เมษายน 2562 ที่ผ่านมาเป็นวันทรัพย์สินทางปัญญาโลก  นั่นหมายความว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา” ต้องสำคัญมากจนถึงกับมีวันเฉพาะขึ้นมาใช่ไหม  เพราะฉะนั้นแล้ว คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา?

ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องของ “สิทธิ” ในแง่ที่ว่า ถ้าคุณประดิษฐ์คิดค้นบางสิ่งขึ้นมา บางสิ่งที่คุณต้องลงทุนทั้งเวลา เงิน และอะไรที่มากกว่าแค่อัจฉริยภาพเล็กๆ น้อยๆ  คุณควรจะจดสิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์นั้นได้ และควรได้รับการคุ้มครองนาน 20 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครมาชุบมือเปิบ ลอกเลียนความคิดของคุณไปทำเงินกอบโกยกำไรกองโตจากความอุตสาหะที่คุณทุ่มเทไป  ฟังดูก็ยุติธรรมดีใช่ไหม

เมื่อพูดถึงทรัพย์สินทางปัญญา หลายคนจะนึกถึงภาพของนักประดิษฐ์ในห้องทดลองหรือไม่ก็เทคโนโยลีล้ำยุค แต่ถ้ามันเป็นยาที่นำมาจดสิทธิบัตร มันจะเป็นอย่างไร?  คุณมีสิทธิ์ที่จะเลือกซื้อหรือไม่ซื้อยานวัตกรรมล้ำสมัยราคาแพงนั้นได้ไหม  ไม่มีใครอยากเลือกที่จะป่วย และไม่มีใครอยากเลือกที่จะต้องกินยาที่มีราคาแพงกว่าทองคำเสียอีก…ถ้าไม่จำเป็น  

(ในภาพ) ทองคำหนัก 1 กรัมมูลค่า 42 ดอลลาร์ฯ ยาต้านไวรัสเอชไอวีหนัก 1 กรัมมูลค่ามากกว่า 1,000 ดอลลาร์ฯ
ราคาทองคำหนัก 1 กรัมเมื่อเทียบกับราคายาต้านไวรัสเอชไอวีที่ชื่อโดลูเทกราเวียร์หนัก 1 กรัมในอเมริกา 

ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงคิดว่ายาไม่ควรมีใครเป็นเจ้าของได้ เพราะยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นและไม่ควรเป็นสินค้าสำหรับกอบโกยกำไร  เหมือนที่มีคนเคยถามโจนาส ซัลค์ (Jonas Salk) นักวิจัยที่คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอได้สำเร็จ ว่า “ใครเป็นเจ้าของสิทธิบัตร (วัคซีนโปลิโอ)” เขาตอบว่า “ผมขอตอบว่าประชาชนครับ  มันไม่ควรมีสิทธิบัตร  คุณจดสิทธิบัตรดวงอาทิตย์ได้อย่างนั้นหรือ?”

ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนมักโต้แย้งว่าการค้นพบยาใหม่ต้องใช้เวลานาน ยาหลายชนิดอาจใช้เวลาทดลองและพัฒนานานเป็นสิบๆ ปี ซึ่งแล้วแต่ว่าเอกสารข้อมูลอะไรที่คุณได้อ่านมา  แถมยานั้นยังต้องผ่านการตรวจสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวดอีก  ยาส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบนี้และนำออกสู่ตลาดไม่ได้  (เว้นเสียแต่ว่าบริษัทยาจะให้ข้อมูลเท็จ)  แล้วใครควรจะเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นพวกนี้?

ถ้าบริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งเวลาและความสามารถ (ซึ่งจะขอกล่าวถึงประเด็นนี้ในลำดับต่อไป) แทนที่จะเป็นรัฐบาล มันก็ควรมีสิ่งจูงใจให้พวกเขาไม่ใช่หรือ  บริษัทยาไม่ได้เข้ามาในธุรกิจนี้เพียงพราะต้องการให้คนมีสุขภาพที่ดีง่ายๆ แบบนั้น  บริษัทยาก็เป็นธุรกิจที่แสวงหากำไร ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น และไม่ควรเสแสร้งบอกว่าไม่ใช่

วงจร ‘การลงทุน-ผลตอบแทน-การลงทุน-ผลตอบแทน’ ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีขึ้น

แต่ทำไมทุกวันนี้บริษัทยาจึงถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งๆ ที่ฟังดูเหมือนว่าบริษัทยาเพียงต้องการปกป้องความอุตสาหะที่ตัวเองที่ลงแรงไปก็เท่านั้นเอง?  ทำไมบริษัทยากับนักเคลื่อนไหวทางสังคมเรื่องการเข้าถึงยา ที่ดูเหมือนมีเป้าหมายเดียวกันและควรยืนอยู่ข้างเดียวกัน กลับเป็นอริคู่ต่อกรกัน?  เรามาดูกันว่าข้อถกเถียงที่ร้อนแรงในเรื่องต้นทุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) มีอะไรบ้าง 

‘การให้สิทธิ์ผูกขาดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่จะมีทุนไหลกลับมาใช้ในการพัฒนายาใหม่ๆ’ วลีนี้เป็นคำกล่าวอ้างที่บรรษัทยายักษ์ใหญ่ชอบยกมาอ้างอยู่ตลอดเวลา  แต่มันเป็นจริงตามที่กล่าวอ้างไหม?

เรามาดูในรายละเอียดกัน  เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าคำกล่าวอ้างนั้นจริงหรือไม่ เราต้องมาดูว่าใครเป็นผู้ลงทุนในการวิจัยและพัฒนา  การถอนทุนคืนเป็นจำนวนเงินมหาศาลนั้นเป็นธรรมหรือไม่ และกำไรที่ได้และอ้างว่าจำเป็นต้องถอนทุนคืนนั้นถูกนำไปใช้ในการต่อยอดนวัตกรรมจริงหรือเปล่า

การวิจัยและพัฒนา: เอกชนไม่ได้ลงทุนฉายเดี่ยวแต่ฝ่ายเดียว

การวิจัยและพัฒนาด้านชีวเวชศาสตร์ (Biomedical Research & Development) ใช้เงินจำนวนหลายพันล้านเหรียญในแต่ละปี ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละปีและแต่ละประเทศ  แต่โดยทั่วไปแล้วพบว่าเป็นเงินทุนที่สนับสนุนโดยภาครัฐและภาคเอกชน

สำหรับแนวโน้มในปัจจุบันแล้ว การลงทุนส่วนใหญ่ควรมาจากภาคเอกชน ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้นเพราะระบบในทุกวันนี้ออกแบบโดยมีเป้าหมายให้นักลงทุนถอนทุนคืนได้ และคงไม่มีใครมีปัญหาอะไรกับกำไรที่เป็นธรรม ตามแนวคิดที่ว่า ‘การลงทุน-ผลตอบแทน-การลงทุน-ผลตอบแทน’

อุตสาหกรรมยาเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก ซึ่งจะต้องเป็นธุรกิจที่มีกำไรงามอย่างไม่ต้องสงสัย  และเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่บอกว่า กำไรงามที่ได้นั้นมีมูลค่ามากกว่าต้นทุนที่ลงไปอย่างมหาศาลและอ้างว่าจำเป็นต้องถอนทุนคืน

อุตสาหกรรมยาเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก

การลงทุนทั้งหมดไม่ได้มาจากภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียวเสียเมื่อไร  ซึ่งจะแตกต่างกันในรายละเอียดในแต่ละประเทศ แต่โดยทั่วไปแล้ว เงินลงทุนจากภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อย  ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 2017 ร้อยละ 67 ของเงินลงทุนเกี่ยวกับการแพทย์ในประเทศมาจากภาคเอกชน และร้อยละ 22 เป็นทุนจากรัฐบาล ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มีความสำคัญ

งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2018 แสดงให้เห็นว่า สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Institute of Health (NIH)) ให้การสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับยาใหม่ที่สำนักงานอาหารและยา (อย.) ของสหรัฐฯ อนุมัตให้ขึ้นทะเบียนยาได้  ในช่วงปี ค.ศ. 2010 – 2016 ในยาทุกๆ 210 รายการที่มาขึ้นทะเบียนยากับ อย. ในสหรัฐฯ จะมียา 1 รายการที่เป็นยาจากการวิจัยฯ ที่สนับสนุนโดยรัฐผ่าน NIH  เมื่อนำงบฯ ที่สนับสนุนโครงการวิจัยโดย NIH มาคำนวนรวมกันแล้ว มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านๆ เหรียญสหรัฐฯ

แล้วผลตอบแทนที่รัฐลงทุนไปหายไปไหน?

ใครเป็นคนจ่ายค่าสิทธิบัตร?

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำนักข่าววอชิงตันโพสต์ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “ยาต้านไวรัสเอชไอวีใช้เงินภาษีนับล้าน รัฐบาลจดสิทธิบัตร แต่บริษัทยายักษ์ใหญ่โกยกำไรนับพันล้าน

ยาที่กล่าวถึงคือยาทรูวาดา ((Truvada) ซึ่งเป็นชื่อการค้า ชื่อสามัญทางยาคือ ยาทีโนโฟเวียร์ผสมรวมเม็ดกับยาเอ็มไตรซิทาบีน (Tenofovir/Emtricitabine))  ยานี้เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในคนที่ยังไม่เคยสัมผัสเชื้อ (เรียกยาสูตรกินเพื่อป้องกันนี้ย่อๆ ว่า “แพร็บ” (PrEP)) และบริษัทที่กล่าวถึงคือบริษัทกิลิแอด (Gilead) 

ขณะที่สำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์ได้ตีพิมพ์บทความกรณีเดียวกัน  ในบทความนี้ ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง PrEP4All กลุ่มรณรงค์ให้ทุกคนเข้าถึงการป้องกันการติดเชื้อฯ อธิบายว่าทำไมยาทรูวาดาที่เป็นยาชื่อสามัญถึงราคาถูกไม่ถึง 6 เหรียญต่อเดือนในประเทศอื่น “ขณะที่บริษัทกิลิแอดโขกราคาคนอเมริกันแพงถึง 1,600 เหรียญต่อเดือน ซึ่งแพงกว่ายาชื่อสามัญถึง 25,000%  

มันน่าโกรธที่ว่า คนอเมริกันซึ่งเป็นผู้เสียภาษี และองค์กรการกุศลต่างหากไม่ใช่บริษัทกิลิแอดนะที่เป็นผู้จ่ายเงินค่างานวิจัยทางคลินิคเกือบทั้งหมด ที่ใช้วิจัยและพัฒนายาทรูวาดาเพื่อใช้สำหรับการป้องกันการติดเชื้อ (PrEP)”

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ ว่า การพัฒนายาใหม่ๆ จะริเริ่มจากภาครัฐ ก่อนจะถูกซื้อต่อ (ไม่ใช่คิดค้น) โดยบริษัทยาเอกชน แล้วนำงานวิจัยนั้นไปพัฒนาต่อและยื่นขอจดสิทธิบัตรยาชนิดนั้น

ในกรณีนี้ ข้ออ้างที่ว่าบริษัทยาจำเป็นต้องตั้งราคายาแพงแสนแพง เพื่อให้คืนทุนที่ได้ลงทุนไปมหาศาล จึงเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของบริษัทระบุว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 กิลิแอดทำเงินจากยาทรูวาดาไปแล้ว 36.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ถ้าจะแก้ปัญหาเอชไอวีให้ได้ เราจำเป็นต้องใช้งบประมาณปีละ 26 พันล้านเหรียญสหรัฐ

(ในภาพ) การคุ้มครองสิทธิบัตรจนเกินเลยทำให้เกิดการโก่งราคาและค้ากำไรเกินควร

ทำไมรัฐบาลสหรัฐต้องยอมจ่ายค่ายา ทั้งๆ ที่รัฐเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายาชนิดนั้นไปมหาศาลแล้ว และยังยอมให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งทำกำไรได้มากๆ อีกอย่างไม่เป็นธรรม ในขณะที่ทั่วโลกมีงบประมาณที่จะแก้ไขปัญหาเอชไอวีไม่พอ

นักเคลื่อนไหวทางสังคมเรื่องการเข้าถึงการรักษาตั้งข้อสังสัยมาโดยตลอดว่า มันเป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐฯ มี “ความสัมพันธ์ใกล้ชิด” กับบริษัทกิลิแอดหรือเปล่า จนทำให้รัฐบาลไม่ยอมอ้างสิทธิในสิทธิบัตร ทั้งๆ ที่สิทธิบัตรในยาทรูวาดาไม่ควรตกเป็นของบริษัทยาเอกชนเพียงฝ่ายเดียว

นอกจากอุตสาหกรรมยาจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกแล้ว อุตสาหยังเป็นกลุ่มที่มีพลังในการล็อบบี้มากที่สุดในสหรัฐอเมริกาด้วย

ทำไมรัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องจ่ายค่ายา ทั้งๆ ที่เป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายาชนิดนั้น ในขณะที่งบฯ แก้ไขปัญหาเอชไอวีมีไม่พอและทำไมบริษัทยายังต้องทุ่มทุนวิ่งเต้นล็อบบี้กันอย่างหนักอีก?

ถ้าจะอ้างว่ากรณียาทรูวาดาเพื่อใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) ว่าเป็นกรณีพิเศษและเป็นกรณียกเว้น  และถ้าจะอ้างว่าระบบที่มีอยู่นั้นเป็นธรรมแล้วและคนที่ต้องการใช้ยาก็ควรจ่ายตามต้นทุนที่ลงไป ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เราคงยังต้องถามกลับว่า แล้วทำไมกลุ่มธุรกิจยายังต้องวิ่งเต้นล็อบบี้รัฐบาลหนักขนาดนั้น?

อิทธิพลของอุตสาหกรรมยาต่อ (หรือภายใน) รัฐบาล 

อุตสาหกรรมยาเป็นกลุ่มที่มีพลังการล็อบบี้ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา บริษัทยาจึงมีที่นั่งอยู่ในรัฐบาล ซึ่งเป็นตำแหน่งจริงๆ ในรัฐบาลและไม่ใช่แค่การเปรียบเปรย

อเล็กซ์ อซาร์ (Alex Azar) เป็นนักกฎหมายและนักล็อบบี้ของกลุ่มอุตสาหกรรมยา เขาเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยา  ปัจจุบันเขาดำรงค์ตำแหน่งเลขาธิการกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์  คุณอ่านไม่ผิดหรอก นักล็อบบี้ของอุตสาหกรรมยามีตำแหน่งสูงที่สุดด้านสุขภาพในรัฐบาลสหรัฐ

นาโอมิ ไคลน์ อธิบายในหนังสือเล่มล่าสุด ‘NO is not enough (แค่ปฏิเสธยังไม่พอ)’ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงวอชิงตันตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีว่า มันคือ ‘การยึดครองอย่างโจ่งแจ้งโดยบรรษัทเอกชน’ เธอเขียนว่า “สุดท้ายแล้ว การต้องคอยเลี้ยงดูปูเสื่อนักการเมือง ชักจูงหลอกล่อ ติดสินบนภายใต้กฎหมาย ถือว่าเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของพวกเขา [บรรษัท]  ตอนนี้พวกเขาจึงพยายามตัดคนกลางออกหมายถึงบรรดานักการเมืองที่ละโมบที่ควรจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและทำในสิ่งที่ผู้มีอำนาจทำกัน เมื่อพวกเขาอยากให้งานออกมาเป็นอย่างที่ต้องการ นั่นคือ ลงมาทำงานนั้นเสียเอง”

ในคณะรัฐบาลของทรัมป์มีใครอีกบ้าง?  ตำแหน่งเจ้ากระทรวงพาณิชย์เป็นของมหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ที่โกหกมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของตัวเอง ตำแหน่งเจ้ากระทรวงการคลังเป็นของนายวาณิชธนากร ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้จัดการกองทุนบริหารความเสี่ยง (เฮดจ์ฟันด์)  นอกจากนี้ อดีตผู้บริหารหรือคณะกรรมการบริหารของบรรษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น เอ็กซอนโมบิล, เจนเนอรัลไดนามิกส์, โบอิ้ง, และ โกลด์แมน-แซคส์ ยังมีตำแหน่งเป็นทางการต่างๆ ในรัฐบาลของทรัมป์ด้วย  จึงเห็นได้ชัดว่า อซาร์ไม่ใช่คนเดียวในรัฐบาลนี้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างโจ่งแจ้ง “ครม. ของทรัมป์ที่เต็มไปด้วยมหาเศรษฐีและอภิมหาเศรษฐี สะท้อนเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้ได้เป็นอย่างดี” นาโอมิ ไคลน์ กล่าวในหนังสือ

แม้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้น มันคือข้อเท็จจริง … แล้วถ้าคุณดูที่ตัวเลข คุณจะกุตัวเลขขึ้นมาได้หรือเปล่า?

การวิจัยและพัฒนายาต้องใช้เงินเท่าไหร่?

โชคไม่ดีที่ตัวเลขมันปั้นแต่งกันได้

ต้นทุนยาชนิดหนึ่ง “ตั้งแต่ขั้นตอนการประดิษฐ์คิดค้นจนถึงการวางขายในร้านขายยา” ประมาณไว้ที่ 30.3 ล้านเหรียญถึง 2,700 ล้านเหรียญ แต่นักข่าวสายยาและสุขภาพของนิตยสารฟอร์บส์บอกว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าประมาณสูงสุด  เขาเขียนไว้ว่า “สิ่งที่ทำให้ต้นทุนการพัฒนายาแพงมาก คือข้อเท็จจริงที่ว่า 90% ของยาที่วิจัยและพัฒนาจนถึงขั้นตอนที่ทดลองในมนุษย์ ไม่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ยาพวกนั้นจึงไม่ได้นำออกสู่ตลาด  ดังนั้น ตัวเลข 2,700 ล้านเหรียญจึงเป็นตัวเลขที่รวมต้นทุนการพัฒนายาที่ล้มเหลวเหล่านั้นเข้าไปด้วย พร้อมกับค่าเสียโอกาสที่จะนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในเรื่องอื่นที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่แน่นอนกว่า”

ตัวเลขต้นทุนประมาณการในการวิจัยและพัฒนายาที่แพงมากขนาดนี้ เป็นข้อมูลที่มาจากผลการศึกษาที่ธุรกิจยาให้ทุนสนับสนุน  รายงานขององค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโออย่างองค์กรหมอไร้พรมแดน (MSF) ได้วิจารณ์ไว้ว่า พวกเขาเลือกที่จะใช้ตัวเลขที่ “แพงผิดปกติอย่างไร้กฎเกณฑ์” และไม่ยอมพูดถึงบประมาณการวิจัยฯ ที่มาจากภาครัฐ

เป็นที่รู้กันว่าบรรษัทยายักษ์ใหญ่ไม่มีความโปร่งใสในเรื่องต้นทุนการวิจัยและพัฒนายา สาธารณะไม่มีทางรู้ต้นทุนการวิจัยและพัฒนายาที่แท้จริงได้  และถึงแม้ว่าเราจะดูตัวเลขต้นทุนประมาณการที่ต่ำสุด มันก็ยังมีคำถามอยู่ดีว่า ‘กำไรเท่าไหร่ถึงจะพอ?’

กำไรเท่าไหร่ถึงจะพอ? ยาทำเงิน

ยาทำเงิน’ หรือ Blockbuster Drugs เป็นคำสองคำที่ไม่ควรจะนำมาอยู่คู่กัน แต่สำหรับธุรกิจยาแล้ว ยาทำเงินมีนิยามเฉพาะว่าคือ “ยาที่มียอดขายต่อปีเกินกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ”

มาลองคำนวณดูเล่นๆ: ยอดขาย 1,000 ล้านเหรียญต่อปี (อย่างต่ำ) คูณกับ 20 ปี (อายุมาตรฐานของสิทธิบัตรยา) เท่ากับว่าจะทำเงินได้ 20,000 ล้านเหรียญ (อย่างต่ำ)

เมื่อคิดว่ายาแต่ละตัวอาจใช้เวลาถึง 4 ปีกว่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าดังกล่าว และแม้จะทำเงินได้บ้างในสี่ปีแรก แต่เพื่อความสะดวกในการคำนวณ เราจะหัก 4,000 ล้านเหรียญออกจากยอดขายโดยรวม  เมื่อหักต้นทุนสูงสุดโดยประมาณที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนายาออกไปอีก 2,700 ล้านเหรียญ เราจะพบว่า ‘ยาทำเงิน’ แต่ละชนิดยังทำกำไรให้บริษัทได้ถึง 13,300 ล้านเหรียญ

แน่นอนว่าไม่ใช่ยาทุกชนิดที่จะทำเงินได้ถึง 13,300 ล้านเหรียญ แต่เราก็รู้เช่นกันว่าไม่ใช่ยาทุกชนิดที่มีต้นทุนการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 2,700 ล้านเหรียญ  ลองเปรียบเทียบกับภาพยนต์เรื่อง Avatar ซึ่งเป็นหนังที่ใช้เงินลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์  ต้นทุนการสร้างหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 478 ล้านเหรียญ หนังทำเงินได้ทั่วโลก 3,000 ล้านเหรียญ ซึ่งก็ยังน้อยกว่า ‘ยาทำเงิน’ ตัวเดียวถึง 10,000 ล้านเหรียญ

ภาพยนต์ที่ทำรายได้มากที่สุดยังทำเงินได้น้อยกว่ายาทำเงินถึงหนึ่งหมื่นล้านเหรียญ

ขณะเดียวกัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ทำการเปรียบเทียบต้นทุนและราคาขายของยาทั้งหมดที่อยู่ในบัญชียาหลักขององค์การอนามัยโลก (WHO list of essential medicines)  ในงานวิจัยดังกล่าว ได้รวบรวมข้อมูลต้นทุนการผลิตยา ซึ่งรวมถึงการผลิต การพัฒนาสูตรตำรับยา การบรรจุภัณฑ์ ภาษี และบวกกำไรอีก 10%  ผลการศึกษาพบว่า ยาส่วนใหญ่ในบัญชียาหลักฯ นั้นราคาขายแพงกว่าต้นทุนการผลิตมากอย่างมีนัยสำคัญ

มนต์ขลัง: นวัตกรรม นวัตกรรม นวัตกรรม

ยาที่มีสิทธิบัตรมักราคาแพงเกินควร  แม้ว่าหลายคนจะไม่พอใจกับยาที่โขกกำไรมหาศาลก็ตาม แต่ถ้ารายได้เป็นพันๆ ล้านเหรียญเป็นแรงจูงใจ ที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้นยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น หรือค้นพบความก้าวหน้าทางการแพทย์ใหม่ๆ และการรักษาใหม่ๆ มันก็น่าจะโอเคไม่ใช่หรือ

เมื่ออายุสิทธิบัตร 20 ปีหมดลง การแข่งขันก็น่าจะเกิดขึ้น ราคาน่าจะลดลงมาก บริษัทยาต่างๆ น่าจะรีบแข่งกันคิดค้นยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น (และขายได้กำไร) 

แต่เดี๋ยวก่อน…สิทธิบัตรสำหรับยาไม่ได้มีอายุการคุ้มครองนานแค่ 20 ปีเสมอไป  เพราะบริษัทยามักทำสิ่งที่เรียกว่า การจด‘สิทธิบัตรแบบที่ไม่มีวันสิ้นสุดอายุ’ หรือ evergreening   สิ่งนี้คือกลวิธีที่บริษัทยาใช้ยืดระยะเวลาการผูกขาดในยาที่ตัวเองจดสิทธิบัตรไว้แล้วให้ทอดยาวออกไป ด้วยการยื่นขอจดสิทธิบัตรซ้อนหลายๆ ฉบับในยาตัวเดียวกัน โดยเปลี่ยนแปลงสูตรหรือการประดิษฐ์เพียงเล็กๆ น้อยๆ แล้วขอจดสิทธิบัตรใหม่เพิ่มเรื่อยๆ 

การผูกขาดมักไม่ได้หมดเพียงแค่ 20 ปี

ขอยกกรณีของประเทศไทยเป็นตัวอย่าง  ในช่วง 11 ปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 – 2010 พบว่า ร้อยละ 82 ของคำขอรับสิทธิบัตรยาเป็นคำขอฯ แบบ evergreening และร้อยละ 72 ของสิทธิบัตรยาที่ให้ไปเป็นสิทธิบัตรแบบ evergreening ด้วยเช่นกัน  เราพบกว่ายาชนิดเดียวมีสิทธิบัตรคุ้มครองถึง 6 ฉบับ  เมื่อรวมระยะเวลาการผูกขาดของทั้ง 6 ฉบับแล้ว ยานี้มีการผูกขาดยาวนานถึง 31 ปี

แต่ถ้ามันเป็นยาใหม่จริงๆ (ยาที่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นและให้ผลการรักษาดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ)  คุณหรือรัฐบาลของคุณจะมีปัญหาจ่ายค่ายาใหม่นั้นไหวไหม  ทุกวันนี้ ทั้งโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 36.9 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีผู้ติดเชื้อฯ ถึง 15.2 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับการรักษา 

(ในภาพ) การใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างบิดเบือน = การซ้ำเติมคนป่วย

ลงทุนกับยาหรือกับสิทธิบัตรกันแน่? 

สิทธิบัตรแบบไม่มีวันตายกลับขัดขวางการเกิดนวัตกรรม แทนที่จะส่งเสริมให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และส่งผลให้เทคโนโลยีด้านการแพทย์ถดถอยไม่ก้าวหน้าเสียด้วยซ้ำ   ถ้าคุณยังทำกำไรได้เป็นล้านเหรียญหรือเป็นพันล้านเหรียญจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ได้เรื่อยๆ แล้วแรงจูงใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จะมาจากไหนกัน 

ยาสูตรสำหรับเด็กเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสิทธิบัตรแบบ evergreening นี้  เพราะยาเหล่านี้ ‘ตลาดไม่น่าสนใจ’ หากำไรจากเด็กที่ป่วยได้น้อย

เราไม่ใช่ตลาด เราเป็นมนุษย์” — โลเรนา ดิจิอาโน, ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิ GEP

ทุกประเทศปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งรวมถึงสิทธิบัตรประเภท evergreening ในระหว่างการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรได้  หรือแม้แต่เมื่อยานั้นได้สิทธิบัตรไปแล้วก็ตาม แต่ละประเทศยังใช้มาตรการใช้สิทธิบัตรตามสิทธิบัตร (compulsory licensing หรือ CL) ได้ ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้ระงับการผูกขาดได้ เมื่อประเทศมีความจำเป็นด้านสาธารณสุข  สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยจนต้องใช้มาตรการ CL คือ เมื่อรัฐบาลมีงบประมาณไม่พอที่จะรักษาคนป่วยทั้งหมดในประเทศ เพราะยาราคาแพง  และจำเป็นต้องจัดการแก้ไขวิกฤตสาธารณสุขนั้น  รัฐบาลสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายและจัดหายาชื่อสามัญที่มีคุณภาพและราคาไม่แพงให้กับประชาชนของตนเองได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตร

การใช้สิทธิที่กล่าวถึงนี้ระบุอยู่ใน “ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า” (ข้อตกลงทริปส์ (TRIPs)) และ “ปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลง TRIPs และการสาธารณสุข” แต่ปัญหามักเกิดขึ้นบ่อยคือ เมื่อรัฐบาลใช้สิทธิอันชอบธรรมนี้แล้ว บริษัทที่ถือสิทธิบัตรของยาชนิดนั้นจะโต้ตอบประเทศที่ใช้มาตรการ CL อย่างรุนแรง ด้วยการใช้มาตรการทางกฎหมายและอำนาจทางเศรษฐกิจกดดัน 

ตัวอย่างของการ ‘โต้ตอบ’ ที่เคยเกิดขึ้น ได้แก่ การขู่ที่จะใช้มาตรการทางการค้าโต้ตอบ หรือ การไม่ยอมขึ้นทะเบียนยาหรือถอนการขึ้นทะเบียนยาชนิดใหม่ในประเทศนั้น  รัฐบาลหลายประเทศเกรงกลัวคำขู่พวกนี้ จึงไม่กล้าที่จะใช้ ‘มาตรการยืดหยุ่น’ ตามสิทธิที่มีภายใต้ข้อตกลงทริปส์  นอกจากนี้ คำอธิบายอีกอย่างว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่นำมาตรการยืดหยุ่นทริปส์มาใช้ตั้งแต่แรก คือ ในรัฐบาลอาจมีคนของบริษัทยาอยู่ หรือบริษัทยามีอิทธิพลมากต่อรัฐบาล จึงทำให้รัฐบาลไม่ค่อยกล้าที่จะใช้กฎหมายนั้น เพราะบริษัทยาจะใช้มาตรการโต้ตอบอย่างรุนแรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของตนเองอย่างถึงที่สุด

ระบบที่มีอยู่ปัจจุบันนั้นเชื่อมโยงเรื่องต้นทุนเข้ากับการวิจัยและพัฒนาอย่างแยกไม่ออก มันกลายเป็นปริศนามาตลอดว่า จริงๆ แล้วต้นทุนที่ว่ามีมูลค่าเท่าไรกันแน่  และทำให้ยามีราคาและกำไรมากอย่างไม่เป็นธรรมโดยที่อธิบายไม่ได้หรือมีคำอธิบายที่ฟังไม่ขึ้น   ทางออกหนึ่งที่มีคนเคยเสนอ คือ การแยกเรื่องต้นทุนกับการวิจัยและพัฒนากับราคาออกจากกัน (de-linkage)  เพื่อขจัดการผูกขาดและปัญหาราคายาที่แพงลิบลิ่ว โดยอาศัยกลไกสร้างแรงจูงใจโดยให้ผลตอบแทนแบบอื่น ที่จะทำให้มีทุนในการวิจัยและพัฒนายาและการทดลองทางคลินิคเพิ่มมากขึ้น กลไกที่ว่าควรหลากหลาย เช่น การให้ทุนวิจัยเฉพาะ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า การลดหย่อนภาษี และการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นๆ เป็นต้น   

ข้อโต้แย้งเรื่องการวิจัยและพัฒนาฟังไม่ขึ้น

ระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงข้ออ้างที่ธุรกิจยาอุปโหลกขึ้นมา เอื้อให้อุตสาหกรรมยากอบโกยกำไรได้อย่างมหาศาลเท่านั้น

ตัวอย่างการใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างบิดเบือนมีให้กล่าวถึงอีกมาก นอกเหนือไปจากตัวอย่างในบทความนี้  แต่สำหรับธุรกิจที่ทำกำไรจากยาจำเป็นแล้ว ถือได้ว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวและยอมรับไม่ได้

ถ้าคุณยังไม่เชื่อ ลองดูรายได้ของคนเหล่านี้: ในข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับบรรดาผู้บริหารบรรษัทยายักษ์ใหญ่ที่มีเงินเดือนแพงที่สุด 10 อันดับแรก ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทกิลิแอด (Gilead) มีรายได้ 13.9 ล้านเหรียญต่อปี ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแอบบ์วี (AbbVie) (ซึ่งถอนการขึ้นทะเบียนยาใหม่ทั้งหมดออกจากประเทศหนึ่งที่ประกาศใช้มาตรการยืดหยุ่นตามข้อตกลงทริปส์) มีรายได้สูงถึง 18.8 ล้านเหรียญ และผู้บริหารของบริษัทเบเยอร์ (ฺBayer) มีรายได้ถึง 25.27 ล้านเหรียญ

นั่นคือตัวเลขรายได้ที่คนเหล่านี้ได้รับในแต่ละปี  แต่ในแต่ละปีโลกเรามีเด็กต้องเสียชีวิต 110,000 คนจากโรคที่เกี่ยวกับเอชไอวี ในขณะที่รายได้ 25 ล้านเหรียญต่อปีของผู้บริหารบรรษัทยาเพียงคนเดียว นำไปรักษาเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีได้ถึง 416,000 คน  ฟังแบบนี้แล้ว คุณจะไม่รู้สึกโกรธเลยหรือ

(ในภาพ) วันทรัพย์สินทางปัญญาโลกปีนี้ หยุดขวนขวายหากำไร เอาสิทธิอันชอบธรรมคืนมา
Related news: Uncategorized