การที่จะทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นจริงได้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและกลุ่มคนชายขอบของสังคมจะต้องเป็นศูนย์กลาง — เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APN+)

เนื่องในวันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล (12 ธันวาคม) เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APN+) มีแถลงการณ์กระตุ้นให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าบรรลุผลสำเร็จ ด้วยการให้ความสำคัญและทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและกลุ่มคนชายขอบของสังคมเป็นศูนย์กลางและมีส่วนการตัดสินใจ และเพิ่มการใช้กลไกยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์ (TRIPS) เพื่อประโยชน์ต่อการเข้าถึงยาได้ในราคาที่เป็นธรรม

“คำมั่นสัญญาที่จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นและเป็นผลสำเร็จ บ่งบอกว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ประชาชนสามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่จำเป็นได้” Shiba Phurailatpam ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APN+) กล่าว “หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยาหลายชนิดที่ใช้สำหรับรักษาเอชไอวี/เอดส์ วัณโรค และตับอักเสบซี ซึ่งอยู่ในบัญชียาหลักขององค์การอนามัยโลก (WHO’s Essential Medicines List) ยังคงติดสิทธิบัตร  การใช้กลไกยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์เพื่อให้สามารถเข้าถึงยาชื่อสามัญที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพได้ในราคาที่เป็นธรรม จะสามารถช่วยให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้อย่างมาก โดยที่จะช่วยประหยัดงบประมาณ เพราะไม่ต้องซื้อยาติดสิทธิบัตรราคาแพง งบประมาณที่จะประหยัดได้จะสามารถนำไปปรับปรุงบริการสาธารณสุขด้านอื่นๆ ได้ ทั้งนี้ การใช้มาตรการยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์ ถือเป็นที่ยอมรับร่วมกันโดยสากล ซึ่งระบุอยู่ปฏิญญาทางการเมืองว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสหประชาชาติซึ่งทุกรัฐบาลร่วมลงนามเมื่อเดือนกันยายน 2562”

“นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพราะในภูมิภาคนี้มีการติดเชื้อเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบซี และวัณโรคในอัตราที่สูงติดอันดับโลก แต่ประเทศที่อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางในภูมิภาคนี้ถูกเลือกปฏิบัติไม่มีสิทธิ์ซื้อยาในราคาถูกจากการเจรจาต่อรองราคายา หรืออยู่ในรายชื่อประเทศในสัญญาการให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจกับยาราคาแพงที่ติดสิทธิบัตร (ซึ่งทำให้สามารถนำเข้าหรือผลิตยาชื่อสามัญที่เป็นยาชนิดเดียวกันได้ในราคาถูกและไม่ถือว่าละเมิดสิทธิบัตัร โดยมีเงื่อนไขตามที่ระบุในสัญญาผู้แปล)” Edward Low จากกลุ่มรณรงค์เพื่อการเข้าถึงการรักษาในมาเลเซีย (MTAAG+) กล่าว “ตัวอย่างเช่น ในประเทศมาเลเซีย เราประกาศมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา หรือ CL (Compulsory Licensing) กับยาโซฟอสบูเวียร์ (Sofosbuvir) ซึ่งเป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบซีเมื่อปี 2560 เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะเข้าถึงยาดังกล่าวได้ในราคาที่เป็นธรรม การใช้มาตรการนี้มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในการกระจายการรักษาไวรัสตับอักเสบซีไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ และช่วยในการวิจัยของ DNDi เพื่อหาแนวทางการรักษาใหม่  ผลของการนำมาตรการนี้มาใช้ ทำให้เรารักษาชีวิตของผู้ป่วยได้จำนวนมาก เราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลของเราขยายการใช้มาตรการ CL ไปยังยาจำเป็นอื่นๆ และใช้มาตรการยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์ต่อไป เพื่อปรับปรุงระบบการดูแลสุขภาพของประเทศให้ดีขึ้น”

“หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ถือเป็นผู้นำในการใช้มาตรการยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์” Loon Gangte จากเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ เดลลี ประเทศอินเดีย (DNP+) กล่าว “ในอินเดีย เราประสบความสำเร็จในการยื่นคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรหลายฉบับในยาจำเป็นหลายชนิด ส่งผลให้เข้าถึงยาชื่อสามัญของยาจำเป็นเหล่านี้ได้ในราคาถูก  เราเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ใช้กฎเกณฑ์การพิจารณาสิทธิบัตรที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิทธิบัตรยาที่มีลักษณะเป็น evergreening patent (สิทธิบัตรยาไม่มีวันหมดอายุ/ขอต่ออายุไปเรื่อยๆ) และสนับสนุนให้ใช้มาตรการ CL เพื่อปรับปรุงสถานะการเข้าถึงการรักษาและราคาที่เป็นธรรม เพราะการทำให้ประชาชนเข้าถึงยาและการรักษาได้มากขึ้นและทำให้ราคายาถูกลง ยาจะราคาถูกลงได้เมื่อระบบเปิดกว้างให้เกิดการแข่งขันของยาชื่อสามัญโดยไม่บิดเบือน ซึ่งจะนำไปสู่กลไกราคาที่ยั่งยืนสำหรับการรักษาทุกประเภท” 

“ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำมาตรการยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์มาใช้ เพื่อหนุนเสริมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศ” เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล จากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าว “รัฐบาลไทยประกาศใช้มาตรการ CL กับยาจำเป็นที่ใช้ในการรักษาเอชไอวี/เอดส์ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ช่วงระหว่างปี 2549 ถึง 2551 ส่งผลให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประหยัดเงินของได้หลายล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินที่ประหยัดได้นั้นถูกนำไปใช้เพิ่มโครงการและจำนวนการรักษาในระบบสุขภาพของเรา  การใช้มาตรการยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์ จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใดๆ มีความยั่งยืน”

เอฟทีเอเป็นภัยคุกคามต่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 

สถานการณ์หนึ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ หลายประเทศในภูมิภาคนี้กำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ซึ่งจะเป็นอุปสรรค์ต่อรัฐบาลเหล่านี้ในการใช้กลไกยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์ “ในเอฟทีเอระหว่างเวียดนามและสหภาพยุโรป มีมาตรการที่เป็นทริปส์ผนวก (TRIPS-plus) ซึ่งเรากังวลอย่างมากว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นอุปสรรค์ต่อการเข้าถึงยาในราคาที่เป็นธรรมในประเทศของเรา” Do Dang Dong จากเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ​ เวียดนาม (VNP+) กล่าว “ในส่วนของความตกลงการค้าเสรี RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ก็มีการเสนอมาตรการที่เป็นทริปส์ผนวกโดยญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลกลุ่มประเทศอาเซียเปิดเผยเนื้อหาของการเจรจา RCEP ต่อสาธารณะและปฏิเสธมาตรการที่เป็นทริปส์ผนวกใดๆ ในข้อตกลงนี้” 

“ในฐานะเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีระดับภูมิภาคซึ่งทำงานเพื่อและโดยคนที่อยู่ชายขอบที่สุดของสัคม เราเรียกร้องให้รัฐบาลของเราให้ความสำคัญกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/วัณโรค/ตับอักเสบซี และกลุ่มคนชายขอบของสังคม เช่น ผู้ใช้ยาเสพติด ผู้ทำงานให้บริการทางเพศ และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ให้คำนึงถึงพวกเขาเหล่านี้เป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบาย โครงการ หรือการพูดคุยหารือที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” Shiba Phurailatpam เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APN+) กล่าวเพิ่มเติม “ประสบการณ์ความสำเร็จในการขยายในผลในเรื่องการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและการเข้าถึงการรักษาได้พิสูจน์แล้วว่า กลุ่มผู้ติดเชื้อและกลุ่มคนชายขอบ เป็นกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญที่สำคัญที่สุดในการออกแบบโครงการและขยายผลสู่การปฏิบัติจริง รวมถึงการนำมาตรการยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์มาใช้เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงยาได้ การมีส่วนร่วมของพวกเราจะช่วยให้ภูมิภาคนี้เขยิบเข้าใกล้เป้าหมายการบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อีกหนึ่งก้าว”

ในฐานะผู้ติดเชื้อเอชไอวี ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพและชีวิตของพวกเรา เครือข่าย APN+ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ:

1. ให้นำมาตรการยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์ภายใต้องค์การการค้าโลกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยา การวินิจฉัยโรค และวัคซีน

2. ปฏิเสธมาตรการทริปส์ผนวกใดๆ ในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และต้องไม่ให้มาตราที่เกี่ยวกับกรลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะ การแข่งขัน ฯลฯ เป็นอุปสรรค์ต่อการเข้าถึงบริการทางสุขภาพและการเข้าถึงยา

3. สร้างความมั่นใจให้ได้ว่าการบังคับใช้กฎที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา จะไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย

4. ปฏิรูปกฎหมายสิทธิบัตรและดำเนินการให้เกิดความแน่ใจว่า ผู้ติดเชื้อฯ และประชากรที่อยู่ในกลุ่มชายขอบของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย โครงการต่างๆ และการพูดคุยหารือที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

นอกจากนี้ เครือข่าย ANP+ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้ว หยุดกดดันประเทศกำลังพัฒนาเมื่อประเทศเหล่านั้นนำมาตรการยืดหยุ่นของความตกลงทริปส์มาใช้เพื่อประโยชน์ต่อการเข้าถึงยา